
'ปู'ปลอดภัยรู้ทันปม'นาซา'
'ปู'ปลอดภัยรู้ทันปม'นาซา' รู้รักษาตัวรอด เป็นยอดดี : ขยายปมร้อนโดยจีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง
การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันอังคารที่ 26 มิถุนายน ที่ผ่านมา “นายกฯ ปู ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นั่งหัวโต๊ะ ครม. หอบหิ้วเอาวาระร้อนๆ ที่ “นาซา” ขอเข้ามา “วิจัยเมฆ” โดยใช้พื้นที่ที่อเมริกามีความคุ้นชิน อย่างสนามบินอู่ตะเภา จ.ระยอง ภายใต้ชื่อโครงการเป็นทางการว่า “โครงการศึกษาการก่อตัวของเมฆที่มีผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" (Southest Asia Composition, Cloud, Climate Coupling Regional Study-SEAC4RS)
หลังจากโดนถล่มรายวันจาก “ฝ่ายค้าน” ในประเด็นข้อกังวลในเรื่องของความรอบคอบทางด้าน “ความมั่นคง-ผลประโยชน์” และเพื่อขจัดความสงสัยกับนานาชาติและประเทศเพื่อนบ้านที่มีบาดแผลจากฝีมือของอเมริกาในอดีต พร้อมทั้งจี้ให้นำเรื่องนี้มาเปิดเผยรายละเอียดของโครงการ ด้วยการนำเรื่องเข้ามาถกกันในรัฐสภาตาม “มาตรา 190 วรรคสอง”
แต่กระนั้นฝ่ายค้านหัวเดียวกระเทียมลีบต้องต่อสู้กับขุนพลรบในรัฐบาล ทั้งนายกฯ รัฐมนตรี หน่วยงานรัฐอย่าง กระทรวงกลาโหม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กฤษฎีกา ที่ดาหน้ายืนยันว่า ไม่มีอะไรในกอไผ่ ไม่เข้าข่ายมาตรา 190 วรรคสอง จึงไม่ต้องนำไปขอความเห็นจากรัฐสภาให้วุ่นวาย แค่ผ่านความเห็นชอบจาก ครม. ตามมาตรา 190 วรรคหนึ่ง ก็พอแล้ว
สิ่งที่ปรากฏออกมาจึงเป็นภาพ “รัฐบาลปู” ชุดใหญ่ “งัดข้อ” กับฝ่ายค้านที่ปักหลักจี้ให้นำเรื่องนาซาเข้าสภา บวกกับฟังสุ้มเสียงของเหล่า ฯพณฯ ท่านในรัฐบาลก็คาดการณ์กันว่า วาระนี้ไฟเขียวให้นาซาแน่นอน
แต่จู่ๆ เหตุการณ์กลับพลิกเพราะ “มติที่ประชุม ครม.” แม้จะให้ความเห็นชอบในวาระนี้จริง แต่เป็นการเห็นชอบให้นำเรื่องเข้าไปขอฟังความเห็นจากรัฐสภาในการประชุมสมัยทั่วไปตามมาตรา 179 แทนที่จะเป็นมาตรา 190 วรรคสอง อย่างที่ฝ่ายค้านเรียกร้อง
รัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 179 บัญญัติว่า “ในกรณีที่มีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควรจะฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา นายกรัฐมนตรีจะแจ้งไปยังประธานรัฐสภาขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้ รัฐสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้
จึงเท่ากับว่ารูปเกมนี้แม้จะมั่นใจสักแค่ไหน รัฐบาลก็ต้อง “ยอมใส่เกียร์ถอย” แล้วเปิดประตูสนองความต้องการของฝ่ายค้านที่อยากจะ “ปะ ฉะ ดะ” โครงการนี้เต็มที่ให้ไปว่ากันในสภา แต่ทว่าทุกความคิดเห็นแม้จะดัง ดุเดือด เหน็บแนมเจ็บปวดแค่ไหน ก็ทำได้แค่เป็นบันทึกการประชุม ที่สุดท้ายแล้วก็ไม่สามารถ “ลงมติได้”
งานนี้ “กุนซือการเมือง” ทั้งที่อยู่หน้าฉากและหลังฉาก อ่านทัน และรู้เกมของ ปชป. ที่รอจังหวะบีบให้รัฐบาลปูเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อถกเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพราะอ่านออกว่าฝ่ายค้านอาจจะใช้โอกาสที่รัฐบาลขอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ “ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ”
ซึ่งถ้าเป็นไปตามเกมนั้น “นายกฯ ปู” และ “ดร.ปึ้ง-สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ” ในฐานะผู้นำรัฐบาลและหน่วยงานที่ชงเรื่องเข้า ครม.จะโดนฝ่ายค้านถล่มในสภาจนเสียการทรงตัวได้
ประกอบกับการที่ไม่เลือกโยนเข้าสภาตามมาตรา 190 วรรคสองนั้น ถ้าอ่านมาตรานี้ดีๆ ที่มีห้อยท้ายมาตรานี้ว่า “ในกรณีที่มีปัญหาตาม วรรคสอง ให้เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยชี้ขาด โดยให้นำบทบัญญัติตามมาตรา 154 (1) มาใช้บังคับกับการเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยอนุโลม”
ไหนจะมองไปถึงว่าถ้าเปิดให้มีการประชุมสภาสมัยวิสามัญแล้ว นอกจากจะเสี่ยงถูก “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” แล้ว ก็ยังเสี่ยงที่จะถูกฝ่ายค้าน “ยื่นถอดถอน” ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) คู่ขนานกันไปด้วย
องค์กรอิสระอย่าง “ศาลรัฐธรรมนูญ” และ “ปปช.” ซึ่งถือเป็นของแสลงที่รัฐบาลนี้ขีดเส้นใต้หนาๆ ไว้เลยว่า “เลี่ยงได้ก็ต้องเลี่ยง”
นี่ไม่ใช่มุกใหม่ที่คิดขึ้นมา แต่ทว่า “เครือข่ายทักษิณ” ในยุครัฐบาลพรรคพลังประชาชน ที่มี “สมัคร สุนทรเวช” เป็นนายกฯ และ “นพดล ปัทมะ” เป็น รมว.ต่างประเทศ เคยมีประสบการณ์มาแล้ว จากการที่ครม. ได้มีมติ “ให้ความเห็นชอบในร่างคำแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา ในการสนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารขึ้นเป็นมรดกโลก ตามที่ “นพดล ปัทมะ” รมว.ต่างประเทศ ในขณะนั้น เป็นผู้เสนอ จนถูกมติ ป.ป.ช.ถอดถอนออกจากตำแหน่ง
สรุปแล้ว เกมนี้ “ครม.ปู ไหวตัวทัน” ไม่พลาดพลั้งไปมีมติเห็นชอบเหมือนรอบแถลงการณ์ร่วม แถมยังเลี่ยงมาตรา 190 วรรคสอง โยนให้ไปเถียงกันในสภาตาม มาตรา 179 โดยไม่มีผลพันธผูกพันใดๆ ส่วนว่าจากนี้นาซาจะแทงเรื่องกลับมาขอใช้อู่ตะเภาอีกหรือไม่ ไม่มีใครทราบ
รู้แต่ว่างานนี้ “น้องปูของพี่แม้ว” ปลอดภัยไปอีกวาระหนึ่ง
..........
(หมายเหตุ : 'ปู'ปลอดภัยรู้ทันปม'นาซา' รู้รักษาตัวรอด เป็นยอดดี : ขยายปมร้อนโดยจีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง)



