
สหรัฐอเมริกากับนโยบายสิทธิมนุษยชน
กรุงวอชิงตัน ดีซี-สหรัฐอเมริกาได้รับเลือกเป็น 1 ใน 47 สมาชิกของสภาสิทธิมนุษยชน (ฮิวแมน ไรท์ คอนซิล) ขององค์การสหประชาชาติในอาทิตย์ที่ผ่านมา นับว่าเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ ในอดีตกรุงวอชิงตันดื้อรั้นมาโดยตลอด ได้คัดค้านมาตลอด ให้เหตุผลว่าองค์กรนี้ไม่ได้
ในยุคสมัย ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช สหรัฐอเมริกา มีนโยบายเอาแต่ใจตัวเอง ไม่ได้เอาใจใส่ความรู้สึกของประเทศอื่นๆ ในกรณีประเด็นสิทธิมนุษยชน มักจะดูถูกประเทศอื่นว่าไม่จริงจัง เลยตัดสินใจส่งเสริมเรื่องสิทธิมนุษยชนด้วยสไตล์ตัวเอง แต่เมินบทบาทในบริบทองค์การสหประชาชาติ
ที่เลวร้ายที่สุดในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาใช้นโยบายต่อต้านการก่อร้ายทั่วโลก บางครั้งได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง เช่น การใช้วิธีการทรมานโดยการกดน้ำ การลักพาตัวผู้ต้องหาผู้ก่อการร้ายแล้วฝากขังในประเทศต่างๆ (รัฐบาลไทยสมัย ทักษิณ ชินวัตร ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับนโยบายการก่อร้ายของสหรัฐ รวมทั้งคุกลับ และได้รับผลตอบแทนในเรื่องการเจรจาการค้าเสรีแบบเร่งด่วน)
พอมาถึงรัฐบาลใหม่ของ ประธานาธิบดีบารัก โอบามา สหรัฐอเมริกา ได้เปลี่ยนแปลงนโยบายสิทธิมนุษยชนใหม่หมด คือตั้งแต่นี้ต่อไปจะให้ความร่วมมือกับนานาประเทศในทุกๆ เรื่อง ทั้งในกรอบขององค์การสหประชาชาติและพหุภาคีอื่นๆ เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านบวกของสหรัฐอเมริกาและการเข้าไปมีส่วนช่วยเหลือแก้ไขปัญหาต่างๆ ในโลก เช่น วิกฤติการคลังโลก ภาวะโลกร้อน ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เป็นต้น
จึงไม่แปลก กฎหมายฉบับแรกโอบามาเซ็นคือการสั่งปิดคุกกวนตานาโมที่คิวบาทันที หลังจากนั้นไม่นาน ได้สั่งให้หยุดหน่วยงานสืบราชการลับ ยุติการใช้การทรมานผู้ต้องหาก่อการร้าย ประเด็นนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อน รัฐบาลบุชยอมรับว่าวิธีกดน้ำนี้ได้ผลและสามารถป้องกันแผนการก่อการร้ายในสหรัฐอเมริกาและที่อื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ไม่มีการโจมตีเป้าหมายในสหรัฐเลยแม้แต่ครั้งเดียว
รัฐบาลโอบามาต้องการเปิดโป่งรายละเอียดการทรมานของรัฐบาลชุดก่อน อาจจะส่งผลร้ายต่อแผนปฏิบัติการป้องกันการก่อการร้ายทั่วโลกได้ ฝ่ายนักการเมืองพรรครีพับลิกันได้เตือนรัฐบาลโอบามาว่า อย่ามาหมกมุ่นในเรื่องการทรมาน เพราะจะมีผลโดยตรงทำให้มาตรการป้องกันสหรัฐอเมริกาอ่อนแอลง
โอบามาเห็นว่าวิธีป้องกันสหรัฐอเมริกาดีที่สุดคือ การเสวนาและเจรจาทั้งกับฝ่ายเป็นมิตรและศัตรู วิธีที่สองคือสหรัฐต้องทำเป็นตัวอย่างในเรื่องนโยบายทางสิทธิมนุษยชนและยอมรับค่านิยมที่เป็นสากลและปฏิบัติในกรอบต่างๆ
ในอนาคตสหัฐอเมริกาจะเข้าร่วมภาคยานุวัติต่อสนธิสัญญาเกี่ยวสิทธิมนุษยชนต่างๆ ที่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกยอมรับทางด้านการปกป้องสิทธิเด็ก สตรี และอื่นๆ เป็นต้น
การปกป้องสิทธิมนุษยชนในกรอบนานาประเทศจะมีผลมากขึ้น เพราะสหรัฐอเมริกาไม่ได้ทำตัวเป็นก้างขวางคอต่อไป



