
บทเรียนยูโร2012
บทเรียนยูโร2012 : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน 2555
การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือยูโร 2012 เดินทางมาถึงรอบสุดท้ายแล้ว ขณะที่ข้อวิพากษ์ถกเถียงเกี่ยวกับกรณี "จอมืด" ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด และพันธกรณีฟรีทีวียังคงดำเนินต่อไป ด้วยเหตุแห่งปมปัญหาที่เกิดขึ้นยังไม่ได้รับการคลี่คลาย และมีความเป็นได้มากว่า การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 จะเดินซ้ำรอยเดิมอีก นั่นหมายถึงว่า ประชาชนหรือผู้บริโภคจะต้องควักกระเป๋าซื้อกล่องรับสัญญาณเป็นการเฉพาะจากพ่อค้าเจ้าของลิขสิทธิ์ ทั้งๆ ที่การถ่ายทอดนั้นออกอากาศผ่านทางฟรีทีวี ไม่ใช่โทรทัศน์ระบบบอกรับหรือเคเบิลทีวี ที่ผู้บริโภคยินยอมพร้อมใจจ่ายเงิน "ค่าดู" ให้แก่ผู้ไปซื้อลิขสิทธิ์มา อันถือได้ว่ายังอยู่ในบริบทของการทำการค้าโดยทั่วไป ซึ่งต้องมีต้นทุนและการแสวงหาผลกำไร
ว่ากันว่า ประชากรจำนวนนับร้อยล้านคนในหลายประเทศทั่วโลก ล้วนต้องควักเงินจ่าย "ค่าดู" ฟุตบอลในทัวร์นาเมนต์สำคัญๆ กันทั้งสิ้น จะมีก็แต่ประเทศไทยเท่านั้นที่พยายามเรียกร้องแสวงหา "ของฟรี" โดยไม่คำนึงถึงเหตุผลที่ว่า ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดนั้น พ่อค้าไปซื้อหามา ไม่ใช่มีใครมาแจกให้ดูกันได้ฟรีๆ ด้วยความเป็นจริงข้อนี้ ก็น่าจะเป็นที่ยอมรับได้ว่า หากใครต้องการดูการถ่ายทอดสดแล้ว ก็จะต้องยอมเสียเงิน ซึ่งถ้าผู้ถือลิขสิทธิ์ได้วางมาตรฐานเอาไว้เช่นนี้ตั้งแต่ต้นแล้ว ก็เป็นเรื่องที่ผู้บริโภคพึงเข้าใจได้ และสมัครใจที่เสียเงินไปเพื่อความสุขความสำราญนั้น โดยที่ผู้ประกอบการไม่ไปเพิ่ม "ช่องทาง" การทำการค้าให้แก่ตัวเองโดยไปทับสิทธิพึงมีพึงได้ของผู้บริโภคทั่วไป
ตลอดหลายวันที่ผ่านมานี้ มีความพยายามจากหลายฝ่ายในอันที่จะเข้ามาคลี่คลายปัญหา เพื่อรักษาไว้ซึ่งสิทธิอันพึงมีพึงได้ของผู้บริโภค แต่บทสรุปก็คือ ผู้นำเข้าลิขสิทธิ์ไม่อาจทำตามข้อเรียกร้องให้ปล่อยสัญญาณผ่านเครื่องรับสัญญาณดาวเทียมของทีวีระบบบอกรับอื่นใดได้ ซึ่งถ้าหากยึดตามบรรทัดฐานนี้แล้ว เท่ากับว่า การถ่ายสดในคราวต่อไปก็จะเป็นเช่นนี้ เท่าที่ผู้ซื้อลิขสิทธิ์จะเล็งเห็นประโยชน์จากการปล่อยสัญญาณผ่านทางจานดาวเทียมของพันธมิตร หรือผู้ประกอบการที่พร้อมจะลงทุนจ่าย โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงผู้ชมที่ดูรายการทีวีที่ออกอากาศผ่านทางโทรทัศน์ระบบบอกรับที่ใช้ระบบการส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมกันทั้งสิ้น
ถ้าหากจะบอกว่า การไม่ยอมให้ฟรีทีวีส่งสัญญาณการถ่ายทอดสดสู่ครัวเรือนผ่านจานดาวเทียมเป็นการลิดรอนสิทธิของบริโภคก็คงไม่ผิดนัก เพราะไม่ว่าผู้ประกอบการจะอ้างลิทธิแห่งตนอย่างไร ก็ไม่อาจยกขึ้นมาอยู่เหนือความเป็นฟรีทีวีที่ต้องออกอากาศเป็นการสาธารณะให้คนทั่วไปดูได้ ไม่มีจำกัดทางเชื้อชาติและภูมิศาสตร์แต่อย่างใด คำอ้างที่ว่า ให้เลือกรับสัญญาณผ่านเสาอากาศแบบเก่าที่เรียกกันตามลักษณะว่าก้างปลา กับหนวดกุ้ง จะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากเลี่ยงบาลี เพื่อที่ตนเองจะเป็นผู้กำหนดความได้เปรียบทางการค้าให้ได้มากที่สุดเท่านั้น
มีเวลาอีกนานถึง 2 ปีที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) จะได้กำหนดกรอบเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมขึ้นอีก แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าไปบังคับขู่เข็ญให้ผู้ประกอบการที่ไปซื้อของแพงต้องมาแจกจ่ายกันฟรีๆ ซึ่งเป็นเรื่องทำไม่ได้อยู่แล้ว แต่ทางออกที่ควรจะเป็นก็คือ อย่าปล่อยให้ผู้ประกอบการลิดรอนสิทธิของผู้บริโภคผ่านทางฟรีทีวี ถ้าหากผู้ประกอบการจะเลือกแพร่ภาพผ่านทางทีวีระบบบอกรับ เชื่อว่าผู้บริโภาคก็ย่อมจะยินยอมพร้อมจ่าย และยินดีด้วยซ้ำที่ผู้ประกอบการไม่เลือก "รับหลายทาง"



