
สวพ.ทร.มุ่งมั่นบรรเทาภัยพิบัติ
สวพ.ทร.มุ่งมั่นบรรเทาภัยพิบัติ สร้าง'ห้องผ่าตัดตู้คอนเทนเนอร์' : ตะลุยกองทัพ โดยทีมข่าวความมั่นคง
นับวันภัยพิบัติทางธรรมชาติจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ กองทัพเรือ (ทร.) ในฐานะหนึ่งในองคาพยพของกองทัพไทยที่มีภารกิจช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติจึงมอบหมายให้สถาบันวิจัยและพัฒนาการทางทหาร กองทัพเรือ (สวพ.ทร.) คิดค้นนวัตกรรมเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน
น.ต.บัณฑิต กัณฑะวงศ์ นายทหารแผนกโครงสร้าง และเครื่องกล กองวิจัย และพัฒนา สวพ.ทร. คณะทำงานโครงการสร้างต้นแบบห้องผ่าตัดฉุกเฉินเคลื่อนที่จากตู้คอนเทนเนอร์ กล่าวถึงที่มาของโครงการว่า พล.ร.ต.นพ.โซ่สกุล บุณยะวิโรจ นายทหารโครงการ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์สึนามิที่ภาคใต้เมื่อปี 2547 ที่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก
ทั้งนี้ พล.ร.ต.นพ.โซ่สกุล มองว่า เหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งนั้นส่งผลให้โรงพยาบาล และระบบไฟฟ้าได้รับความเสียหายจนไม่สามารถใช้งานได้ จึงส่งผลให้มีผู้ที่เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่เสียชีวิตในระหว่างการ "นำส่งโรงพยาบาล" เนื่องจากมีอาการสาหัส และไม่ได้รับการรักษาเบื้องต้นอย่างทันท่วงที
"คุณหมอรู้สึกเจ็บปวดมากกับเหตุการณ์ในครั้งนั้น เพราะหากคนไข้ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีก็คงจะสามารถช่วยชีวิตได้มาก ท่านจึงมีความคิดว่าทำอย่างไรเราถึงจะสามารถยกโรงพยาบาลไว้ในสถานที่เกิดเหตุ และทำการรักษาช่วยชีวิต เช่น ทำแผล เอกซเรย์ หรือผ่าตัดฉุกเฉินได้เลย"
น.ต.บัณฑิต เล่าว่า เริ่มแรกก็มีการประชุมหารือว่ารูปแบบของห้องฉุกเฉินเคลื่อนที่จะเป็นอย่างไร ซึ่งมีการเสนอทั้งในรูปแบบของรถ และตู้คอนเทนเนอร์ ที่ง่ายต่อการขนย้าย แต่หลังจากนั้นเพียง 1 ปีก็เกิดเหตุการณ์น้ำป่า-โคลนถล่มที่บ้านน้ำก้อ จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งถนนหนทางไม่สามารถใช้การได้ จึงนำมาสู่ข้อสรุปว่าควรใช้ตู้คอนเทนเนอร์
"ตู้คอนเทนเนอร์สามารถขนย้ายได้ครบทั้ง 3 มิติ ทั้งทางรถ เรือ และเครื่องบิน ซึ่งสามารถใช้ ฮ.ชีนุก ยกได้ และบรรทุกใส่เครื่องบินซี 130 ได้สบาย"
โครงการดังกล่าวเริ่มศึกษาความเป็นไปได้ในปี 2549 ก่อนจะเสนอของบประมาณจากกระทรวงกลาโหมในปี 2550 และได้รับการจัดสรรงบประมาณ 30 ล้านบาท กระทั่งเสร็จสิ้นโครงการเมื่อปี 2554 โดยได้รับการสนับสนุนเรื่องเทคโนโลยีทางการแพทย์จากกรมแพทย์ทหารเรือ มี น.อ.สงกรานต์ ต่อศรี รอง ผอ.อู่ธนบุรี รับผิดชอบดูแลระบบไฟฟ้า และเครื่องกล
สำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์ และระบบสนับสนุนทางการแพทย์ภายในตู้คอนเทนเนอร์ประกอบด้วยระบบต่างๆ ดังนี้
1.ห้องผ่าตัดฉุกเฉิน และห้องผ่าตัด อย่างละ 1 ห้อง
2.ระบบไฟฟ้า ซึ่งสามารถรองรับไฟฟ้าได้ 3 ระบบ ได้แก่ ไฟฟ้าจากการไฟฟ้าขนาด 380 V 3 เฟส 50 Hz ไฟฟ้าจากเรือ 440 V 3 เฟส 60 Hz และไฟฟ้าจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าภายในตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 380 V 3 เฟส 50 Hz
3.ระบบสื่อสารทางไกลทางการแพทย์ เพื่อขอใช้คำปรึกษาทางการแพทย์จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในส่วนกลาง โดยสามารถติดต่อสื่อสารกันด้วยระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม ระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ADSL ระบบ WiFi และระบบ WIMAX
4.ระบบไฮโดรลิก 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ใช้ขยายขนาดของตู้คอนเทนเนอร์ และส่วนที่ใช้ยกตู้คอนเทนเนอร์เพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้ายด้วยรถชานต่ำ
5.ระบบปรับอากาศ ทั้งในส่วนของห้องฉุกเฉินและห้องผ่าตัด แต่ละห้องมีขนาด 3 หมื่นบีทียู พร้อมติดตั้งเครื่องฟอกอากาศและเติมอากาศภายในห้องผ่าตัด
6.ระบบเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ได้แก่ เตียงผ่าตัด, โคมไฟฟ้าห้องฉุกเฉินและห้องผ่าตัด, เครื่องเอกซเรย์ระบบดิจิตอล, เครื่องดมยาสลบ, เครื่องอัลตราซาวนด์, เครื่องติดตามสัญญาณชีพแบบดิจิตอล, เครื่องจี้-ตัดด้วยไฟฟ้า, เครื่องดูดของเหลว, ชุดปฐมพยาบาลห้องฉุกเฉิน, ชุดเครื่องมือผ่าตัดเล็กและผ่าตัดใหญ่ และระบบทำความสะอาดมือโดยไม่ใช้น้ำ
7.ระบบบันทึกเวชระเบียนแบบไร้สาย ควบคุมการใช้งานเครื่องมือและเวชภัณฑ์ภายในห้องฉุกเฉิน และช่วยรายงานการคงเหลือของอุปกรณ์และเวชภัณฑ์ให้ส่วนกลางทราบ
ต้นแบบห้องผ่าตัดฉุกเฉินเคลื่อนที่ตู้แรกถูกส่งมอบไว้ที่ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เนื่องจากอยู่ใกล้เคียงฐานทัพเรือสัตหีบ หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินสามารถเคลื่อนย้ายได้ทันที ทั้งทางรถ เรือ และอากาศยาน
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันตู้คอนเทนเนอร์ยังมีน้ำหนักมากอยู่ ราวๆ 12 ตัน ซึ่งในขั้นตอนต่อไปจะพัฒนาให้มีน้ำหนักเบาลงเพื่อสะดวกต่อการเคลื่อนย้ายมากขึ้นโดยตั้งเป้าว่าจะให้เหลือเพียง 7-8 ตัน แต่ในปัจจุบันก็สามารถเคลื่อนย้ายได้ เพราะ ฮ.ชีนุก สามารถยกได้มากสุด 15-18 ตัน
"งบประมาณที่เราใช้ รวมอุปกรณ์การแพทย์ ระบบไฟฟ้า และระบบสื่อสารทางไกล ประมาณ 20 ล้านบาท ซึ่งถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับห้องผ่าตัดลักษณะเดียวกันจากต่างประเทศ เช่น ของเยอรมนี เฉพาะตู้และอุปกรณ์การแพทย์ ไม่รวมระบบไฟและระบบสื่อสารก็มีราคากว่า 50 ล้านบาทแล้ว" น.ต.บัณฑิตกล่าว
น.ต.บัณฑิต ระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมาได้มีการฝึกปฏิบัติการใช้ห้องผ่าตัดอย่างต่อเนื่อง เช่น การฝึกทร.53-54 และการฝึกกะรัต 2012 หรือการฝึกส่งกลับสายแพทย์เมื่อวันที่ 2-3 มีนาคม 2555 โดยจำลองเหตุการณ์การส่งกลับสายแพทย์ตามแนวชายแดนมาที่ห้องผ่าตัดเคลื่อนที่เพื่อทำการผ่าตัดฉุกเฉิน ก่อนจะส่งมารักษาต่อที่โรงพยาบาลส่วนกลาง
"เราสามารถเคลื่อนย้ายห้องผ่าตัดพร้อมเจ้าหน้าที่ และอุปกรณ์การแพทย์ภายใน 2 ชั่วโมง โดยภายในมีระบบสื่อสารทางไกลสำหรับใช้ในกรณีที่ต้องการขอคำปรึกษาจากแพทย์เฉพาะทาง ซึ่งแพทย์เฉพาะทางสามารถรู้ข้อมูลอาการของผู้ป่วย รวมทั้งเวชระเบียนผ่านระบบออนไลน์ได้ทันที"
น.ต.บัณฑิต สรุปว่า ห้องผ่าตัดฉุกเฉินเคลื่อนที่มีอุปกรณ์ทุกอย่างเท่าที่ "ห้องผ่าตัด" ทั่วไปจะพึงมี แต่มีข้อดีที่ห้องผ่าตัดทั่วไปไม่สามารถทำได้ คือสามารถเคลื่อนย้ายไปได้ทุกที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนหรือพื้นที่ภัยพิบัติที่เส้นทางคมนาคม ระบบไฟฟ้า และระบบสื่อสารถูกตัดขาด เพื่อบรรเทาความสูญเสียจากภัยพิบัติที่นับวันจะทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ
.......
(หมายเหตุ : สวพ.ทร.มุ่งมั่นบรรเทาภัยพิบัติ สร้าง'ห้องผ่าตัดตู้คอนเทนเนอร์' : ตะลุยกองทัพ โดยทีมข่าวความมั่นคง)



