
เสียงสะอื้นของเด็กน้อย
เสียงสะอื้นของเด็กน้อย: กระดานความคิด โดยอัฮหมัด สมบูรณ์ บัวหลวง [email protected]
ความเป็นผู้ใหญ่ที่อาวุโสกว่า เป็นผู้ผ่านประสบการณ์ผ่านฝนผ่านร้อนเลยหนาวแล้วหลายสิบฤดู คงจะต้องรับภาระหน้าที่และประกอบกิจกรรมหลากหลาย ซึ่งจะกล่าวได้ว่าทุกๆ ภารกิจและทุกๆ หน้าที่อาจจะเกี่ยวโยงทั้งโดยตรงและโดยอ้อม บ้างมุ่งมั่นบากบั่นพยายามเพื่อการงานให้ลุล่วงสำเร็จ บ้างมาทำงานเป็นที่ชั่วครั้งคราว เมื่อสบโอกาสและจังหวะที่ดีๆ จะได้โยกย้ายหาที่อยู่ใหม่ มีไม่น้อยที่อยู่แบบขอไปวันๆ โดยเฉพาะในวงราชการ ผลลัพธ์ของงานมีทั้งที่ล้มเหลว ขมขื่น ทั้งที่สำเร็จได้ชื่นชม ภูมิใจ มีหน้ามีตา ได้ยศถาบรรดาศักดิ์ตามภาระหน้าที่ของแต่ละคน นี้คือวิถีคนทำงานโดยทั่วไป
หากมองปรากฏการณ์ทั่วไปในทุกภูมิภาคของประเทศไทยแล้วคงจะไม่แตกต่างอะไรกันมากนัก แต่ถ้าจะยกเป็นกรณีตัวอย่างในภาคใต้นับเป็นที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะในช่วงที่มีเหตุการณ์ความไม่สงบที่ยาวนานเช่นนี้ มีเรื่องราวบางอย่างที่สามารถเป็นบทเรียนแก่ชีวิตผู้คนในประเทศนี้ได้ไม่น้อย กรณีหนึ่งคือความน้อยอกน้อยใจของเด็กที่ด้อยโอกาสหรือแม้แต่เด็กที่ได้โอกาสหากถูกกระทำให้เกิดความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในชะตากรรมของภาพลวงตาที่กลไกของรัฐและบางหน่วยองค์กรที่ได้พยายามสร้างเรื่องขึ้นมาอย่างยาวนาน จนปัจจุบันมันเข้าสู่สภาวะความสุขงอมที่ประชาชนคนไทยบางฝ่ายบางคนเชื่อว่าเรื่องนั้นๆ เป็นเรื่องจริงไปเสียแล้ว?
ในกรณีการสร้างภาพความน่ากลัวของคนมุสลิมหรือคนที่นับถือศาสนาอิสลามในประเทศนี้ ได้เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน บ้างก็ว่าตั้งแต่รัฐบาลในอดีตประมาณยุคต้นๆ ของกรุงรัตนโกสินทร์ คือยุคแรกๆ ของการล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก และได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องมาถึงยุคสร้างรัฐชาติที่เน้นหนักเรื่องแนวคิดของชาตินิยมไทยเป็นที่ตั้ง ต้องการให้คนต่างชาติพันธุ์ต้องกลายพันธุ์ให้เป็นไทย (คืออะไรไม่รู้) เพียงหนึ่งเดียว แต่บังเอิญไปกดดันแนวปฏิบัติที่ขัดแย้งกับความเชื่อศาสนาและวิถีชีวิตของคนมลายูมุสลิม โดยเฉพาะความพยายามการบั่นทอนความเข้มแข็งและความเคร่งครัดของการนับถือศาสนาอิสลาม การห้ามการเรียนการสอนภาษามลายู ต่อมาหลังเหตุการณ์ 9/11 ทำให้กลไกรัฐไทยบางส่วนตามหลังรัฐบาลนายจอร์จ บุช ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอย่างเข้มข้น การโฆษณาชวนเชื่อให้ภาพของมุสลิมเป็นภาพแห่งความน่าเกลียดน่าชัง สร้างความเดือดร้อนให้ชาวโลกไปทั่ว ทำให้พี่น้องมุสลิมทั่วโลกถูกเหมาเข่งว่าเป็น “ผู้ก่อการร้าย”
ในประเทศไทยก็ไม่เบามุสลิมถูกคนในชาติเดียวกันโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐและคนไทยส่วนหนึ่งในสังคมเลือกปฏิบัติและดูถูกดูแคลนอย่างรุนแรงและน่าเกลียด บ้างถูกไล่ลงจากรถแท็กซี่รับจ้าง บ้างไม่ยอมนั่งอยู่ใกล้ นักศึกษามุสลิมถูกถามโดยคนไทยในที่สาธารณะว่า “พกระเบิดมาหรือเปล่า” ผู้มีอำนาจระดับสูงในพื้นที่บางคนกล่าววาจาที่ไม่บังควรว่า “(...กล่าวชื่อ)...มันโง่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยกับผมไม่ได้หรอก นี่มันได้โควตาพิเศษ...มันจึงมาได้ถึงที่นี่...” ตลอดจนการตรวจค้นตัวโดยเจ้าหน้าที่ทั้งในที่สาธารณะ ทั้งบนถนนหนทางที่คนสัญจรไปมาอย่างคับคั่ง ในร้านค้าย่านช็อปปิ้งและในที่ดูแลเป็นพิเศษเช่นในสนามบิน โดยเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนกับคนไทยโดยทั่วไป หรือแม้แต่มุสลิมที่มีตำแหน่งสูงของประเทศก็ตาม ถึงแม้เหตุการณ์เหล่านี้จะค่อยๆ เบาบางลงบ้างในปัจจุบัน แต่ความรู้สึกที่ถูกกระทำในที่สาธารณะที่มีผู้คนมากมาย คงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่จะลืมได้ง่ายๆ เป็นแน่
กรณีเด็กหญิงตัวเล็กๆ จากบ้านนอกคนหนึ่ง มีความสามารถสอบเข้าเรียนในสถานศึกษามีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เมื่อเข้าเรียนแล้วต้องอยู่แบบตัวลีบ ตัวเขาคนเดียวเท่านั้นที่เป็นมุสลิม ทำให้ไม่มีใครอยากจะคุยด้วย เขาพยายามจะหาเพื่อนแต่ไม่มีใครยอมเป็นเพื่อนด้วย ไม่สามารถเข้าทำงานกลุ่มกับเพื่อนๆ ในชั้นได้ ต้องร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่เกือบหนึ่งภาคการศึกษา (ด้วยกำลังใจที่ได้รับจากพ่อแม่และครูโรงเรียนเก่าว่า...ลูกต้องอดทน...อดทน...ตลอดไป) แต่เมื่อผลการเรียนของเขาในภาคการศึกษาแรกผลการเรียนได้เกือบเต็มทุกวิชา จึงค่อยๆ มีเพื่อนทีละคนสองคนมาสนิทสนมและคบหาสมาคมด้วย ประคองตนเองจนเรียนจบและสามารถสอบเข้าเรียนต่อในคณะที่ตนเองต้องการ ในมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ของประเทศ แต่ภาพเบื้องแรกที่ประสบเมื่อเข้าเรียนใหม่ๆ คงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่เด็กหญิงตัวน้อยๆ จะลืมได้ง่ายๆ เช่นกัน
เรื่องราวเล็กๆ เบาๆ เช่นนี้อาจจะเป็นเรื่องไม่สลักสำคัญอะไรมากมายสำหรับบางคน แต่กับคนชายขอบและชนกลุ่มน้อยถือว่า “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ถูกทำลาย” และ “ความมั่นคงแห่งชีวิตได้สั่นคลอน” จะเยียวยายากยิ่งกว่าผู้ได้รับผลกระทบอย่างอื่นเป็นไหนๆ



