
'เก่ง-อี้'พื้นที่ดอนเมืองสู้กันอีกยก
'เก่ง-อี้'พื้นที่ดอนเมืองสู้กันอีกยก : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์
มติของ "คณะกรรมการการเลือกตั้ง" (กกต.) ที่สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง "เก่ง" การุณ โหสกุล ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย และสั่งเลือกตั้งใหม่ พร้อมให้ "เก่ง" จ่ายค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ จากกรณีปราศรัยใส่ร้าย "อี้" แทนคุณ จิตต์อิสระ ผู้สมัครส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์
เกิดกระแสให้สังคมสนใจขึ้นมาในทันที โดยเฉพาะใน "โซเชียล มีเดีย" มีการส่งต่อข้อความเกี่ยวกับข่าวนี้เป็นจำนวนมาก พร้อมกับแสดงความคิดเห็นต่อท้ายผลคำตัดสินของ "กกต." ทั้งด้านบวกและลบ
เพราะการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พื้นที่เลือกตั้งเขต 12 (ดอนเมือง) ซึ่งมี "เก่ง กับ อี้" สองตัวแทนจากพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ลงชิงชัย ถือเป็นพื้นที่ทางการเมืองอีกพื้นที่หนึ่งที่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด
การลงมติของ "กกต." ครั้งนี้ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาหลังจากมีรายงานแจ้งว่า การลงมติครั้งนี้มี "กกต." เพียง 4 ท่าน ขณะที่อีก 1 ท่าน ติดภารกิจ
เมื่อถึงเวลาลงมติปรากฏว่า คะแนนเสียงเห็นควรให้ยกคำร้อง 2 เสียง และอีก 2 เสียง ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง) จึงถือว่ามีคะแนนเสียงเท่ากัน
หากเป็นการลงมติในอดีต การจะให้ "ใบแดง" ผู้สมัครจะต้องมีเสียงเป็น "เอกฉันท์" หมายถึงต้องมีหลักฐานชัดเจนจึงจะสามารถให้ "ใบแดง" แก่ผู้ถูกร้องได้
จะเห็นว่า "กกต." ในสมัยของ "ยุวรัตน์ กมลเวชช" จะให้ใบเหลืองผู้ถูกร้องเป็นจำนวนมาก เพราะไม่สามารถหาหลักฐานแน่นหนาเพื่อเอาผิดผู้ถูกร้องได้
ทำได้เพียงให้ "ใบเหลือง" ให้มีการเลือกตั้งใหม่
"เป็นการใส่ตะกร้าล้างน้ำอีกรอบ แม้คนคนนั้นจะได้รับการเลือกตั้งกลับเข้ามาอีกครั้ง นั่นก็หมายความว่าเป็นความต้องการของคนในพื้นที่ที่มีความประสงค์ต้องการคนลักษณะดังกล่าวมาเป็นตัวแทนของเขาเข้าไปทำหน้าที่ในสภา" คำกล่าวของ "ยุวรัตน์" ในสมัยดำรงตำแหน่ง กกต.
การที่ไม่สามารถให้ "ใบแดง" แก่ผู้ถูกร้องได้ด้วยเสียงเอกฉันท์แม้บางครั้งเสียงในที่ประชุมมีมติ "4 ต่อ 1" โดย 4 เสียงเห็นควร "ให้ใบแดง" ขณะที่ "1 เสียง" ให้ใบเหลือง ก็ทำให้ "ผู้ถูกร้อง" รอดจากการได้ "ใบแดง" เพราะเสียงไม่เป็นเอกฉันท์
สุดท้ายมาจบลงที่ "ใบเหลือง" ให้มีการเลือกตั้งใหม่ นั่นหมายความว่า "รัฐ" ต้องออกค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งซ่อม
การเลือกตั้งในสมัยนั้นจึงมีการเลือกตั้งซ่อมเกิดขึ้นบ่อยมากจนมีเสียงบ่นตามมา ทั้งเรื่องของงบประมาณที่รัฐต้องจ่ายและการ "ตามสอย" ส.ส.ที่ดูเหมือนไม่จบไม่สิ้น
จนในที่สุดจึงมีการแก้ไขเรื่องการลงมติในการพิจารณาคำร้องคัดค้านการประกาศผลการเลือกตั้ง โดยใช้ "เสียงข้างมาก" ไม่จำเป็นต้องให้ที่ประชุม "กกต." มีเสียงเป็น "เอกฉันท์" เหมือนในอดีต
โดยใช้หลักเกณฑ์การพิจารณา "ควรเชื่อได้ว่า-เข้าใจได้ว่า" ถือเป็นการใช้ "ดุลพินิจ" ของผู้มีอำนาจในการวินิจฉัย และกรณีผู้ถูกร้องได้ "ใบแดง" จะต้องเป็นผู้จ่ายค่าเสียหายในการเลือกตั้งใหม่อีกด้วย เพื่อไม่ให้รัฐต้องเสียงบประมาณในการเลือกตั้งซ่อม
การตัดสินกรณีของ "เก่ง" เป็นการใช้เสียงข้างมากตาม "พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550" เมื่อมี กกต. 4 ท่าน ประชุมร่วมกันเวลาลงมติเสียง 2 ต่อ 2 เท่ากัน ที่ประชุมจึงนำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 มาตรา 8 มาใช้ประกอบการลงมติ
ซึ่งในมาตรา 8 เกี่ยวกับการลงมติของ กกต.ระบุว่า "การลงมติในการประชุมของ กกต.ให้ใช้คะแนนเสียงข้างมากเว้นแต่ลงมติวินิจฉัยให้มีการเลือกตั้งใหม่ หรือเพิกถอนสิทธิก่อนการประกาศผลเลือกตั้งให้ใช้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสี่ในห้าของจำนวน กกต.ที่มาประชุม โดยประธานในที่ประชุมและกกต.ที่มาประชุมต้องลงคะแนนเสียงเพื่อมีมติ และให้ กกต.คนหนึ่งมีหนึ่งเสียงในการลงคะแนนในกรณีใช้คะแนนเสียงข้างมา ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมมีสิทธิออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเสียงเป็นเสียงชี้ขาด"
แม้กฎหมายเปิดช่องการลงมติไว้ แต่ "ผู้ถูกร้อง" ก็มีข้อกังขาเรื่ององค์ประชุม ทำไมไม่รอให้องค์ประชุมครบทั้ง 5 คน และเรื่องความจำเป็นเร่งด่วนในการลงมติ
จากนี้ไป "เก่ง" การุณ ยังมีทางในการต่อสู้คดีได้อีกในชั้นศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ซึ่งความเห็นของ "ศาลฎีกาฯ" อาจไม่เหมือนกับ "มติ กกต." แต่ต้องขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานของผู้ถูกร้อง
แม้ "พรรคเพื่อไทย" จะเตรียม "ผู้สมัคร" คนใหม่ไว้แทน "เก่ง" ล่าสุดมีเชื่อ "ตู่" จตุพร พรหมพันธุ์ มาเป็นหนึ่งในผู้สมัคร
แต่เชื่อว่า คดีนี้ "เก่ง" การุณ คงสู้ขาดใจ ดังสโลแกนที่ติดป้ายไว้ในพื้นที่ "แทนใครก็ได้แต่ห้ามมาแทน...(กรู)"
...........
(หมายเหตุ : 'เก่ง-อี้'พื้นที่ดอนเมืองสู้กันอีกยก : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์)



