
อันธพาลครองเมือง
อันธพาลครองเมือง : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน 2555
ความเศร้าหมองด้วยสูญเสียดังเช่นที่ได้เกิดขึ้นกับครอบครัวญาติมิตรของนางยุพา พลายงาม ผู้โดยสารรถประจำทางสาย 59 และ น.ส.รัตนาภรณ์ สันตินภราภพ เจ้าของกิจการเกาลัดตี๋เฮง ย่อมจะไม่ใช่โศกนาฏกรรมครั้งสุดท้ายเป็นแน่ ตราบเท่าที่สภาพสังคมไทยเหมือนตกอยู่ในห้วงยุคอันธพาลครองเมือง ที่เหล่าร้ายทั้งหลายพากันลากอาวุธออกมาไล่ประหัตประหารกัน จนทำให้ชาวบ้านผู้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอันใดกับการประกอบกรรมเหล่านั้น พลอยต้องรับเคราะห์จากลูกหลงจนถึงขั้นเสียชีวิต โดยที่ทุกส่วนของสังคมยังไม่ใส่ใจมากเพียงพอที่จะร่วมกันผลักดันให้เกิดกระบวนการแก้ไขเยียวยาอย่างจริงจังมากไปกว่าการประณามพฤติกรรมและแสดงความเสียใจ ที่ใครๆ ก็พูดได้ ไม่เว้นแม้แต่ผู้ต้องหาทั้งสองคดีที่เอื้อนเอ่ยออกมาโดยไม่มีใครรู้ว่า จิตใจของเขานั้นสลดดังปากว่าหรือไม่
นางยุพา พลายงาม ถูกปลิดชีพด้วยคมกระสุนที่พลาดเป้าของวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งที่หมายปองเอาชีวิตคู่อริจากโรงเรียนไทยวิจิตรศิลปซึ่งโดยสารมากับรถประจำทางสาย 59 เหตุเกิดเมื่อช่วงเย็นวันที่ 13 มิถุนายน เว้นเวลาห่างจากนั้นเพียงวันเดียว ตอนตีหนึ่งเศษของวันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน น.ส.รัตนาภรณ์ เศรษฐินีของ จ.ราชบุรี ก็ตกเป็นเหยื่อกระสุนของแก๊งอันธพาลกวนเมืองที่ไล่ฆ่ากันมาถึงร้านอาหารที่ผู้เคราะห์ร้ายและเพื่อนๆ กลุ่มหนึ่งกำลังนั่งรับประทานอาหารกันอยู่ หลังกลับจากงานศพย่านอำเภอโพธาราม จ.ราชบุรี เหตุการณ์ทั้งสองนี้เกิดขึ้นในสถานที่สาธารณะ ด้วยน้ำมือของกลุ่มวัยรุ่นอันเป็นที่ทราบกันดีว่า ทุกวันนี้คือกลุ่มอันธพาลกลุ่มใหญ่ไม่ว่าจะเรียกขานอย่างไรก็ตาม ล้วนกำลังระบาดไปยังเมืองต่างๆ ราวโรคร้ายที่ไร้วัคซีนควบคุม
ดูเหมือนว่าทุกวันนี้ ปัญหาแก๊งวัยรุ่นซิ่งกวนเมือง กำลังจะกลายเป็นเรื่องปกติของสังคมไทยไปเสียแล้ว คล้ายๆ กับที่เมื่อนานมาแล้ว คนในสังคมส่วนหนึ่งเคยเชื่อและพยายามทำให้คนอื่นเห็นคล้อยว่า ปัญหาเด็กนักเรียนยกพวกตีกันตั้งแต่ระดับชกต่อยไปจนถึงรบราฆ่าฟัน เป็นเรื่องของวัยถ้าไม่ให้ความสนใจไม่ให้น้ำหนักแล้วในไม่ช้าปัญหาก็จะซาลงไปเอง แต่ผลที่ออกมากลับกลายเป็นตรงข้ามคือ ปัญหาลุกลามบานปลาย กระทั่งขยายมิติออกไปสู่ความรุนแรงในด้านอื่น จนแลดูเหมือนกับว่า มองไปทางไหนก็เห็นแต่การไล่ล่าฆ่าฟันของเหล่าอันธพาลที่กำลังครองเมือง นี่จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดที่รัฐบาลและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง ทั้งในระยะสั้นซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะหน้า และในระยะยาว
แน่นอนว่า ในระยะสั้นก็คือ การบังคับใช้กฎหมายจัดการอย่างเด็ดขาด โดยที่เจ้าหน้าที่จะต้องเข้มงวดกวดขันไม่หย่อนยานลูบหน้าปะจมูก แต่การวางแผนในระยะยาวนั้น จะต้องเร่งระดมทุกฝ่ายเข้ามาสู่กระบวนการ จะเรียกตามสมัยนิยมว่าวาระแห่งชาติก็คงไม่ผิดนัก เพราะจะต้องวิเคราะห์เจาะลึกลงให้ถึงรากเหง้าของครอบครัวในยุคของการเปลี่ยนผ่านจากภาคเกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรมและทุนนิยมที่เลือกบูชาเงินทองและความมั่งคั่ง ตลอดไปจนถึงการอพยพเคลื่อนย้ายถิ่นฐานจนเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญระหว่างสังคมเมืองกับสังคมชนบท ทั้งนี้ เพียงแค่ยกเอาจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งอันเป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมขึ้นมาเป็นโมเดลศึกษาปัญหา ก็น่าจะได้คำตอบในทำนองเดียวกัน อันเชื่อได้ว่าจะนำไปสู่การเยียวยาในลำดับต่อไป



