คอลัมนิสต์

จากอู่ตะเภาถึงจลาจลที่ยะไข่

จากอู่ตะเภาถึงจลาจลที่ยะไข่

15 มิ.ย. 2555

จากอู่ตะเภาถึงจลาจลที่ยะไข่ : บทบรรณาธิการประจำวันที่15มิ.ย.2555

              ยังคงเป็นประเด็นร้อนที่ถกเถียงกันไม่จบจนถึงขณะนี้ก็คือกรณีที่สหรัฐออกปากขอใช้ฐานทัพเรืออู่ตะเภา อ้างว่าเพื่อใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติงานด้านบรรเทาภัยพิบัติและมนุษยธรรม รวมทั้งเป็นศูนย์บัญชาการกลางสำหรับการซ้อมรบร่วมคอบร้าโกลด์ และอาจจะเป็นท่าจอดเรือของเรือรบทันสมัยหนึ่งในสองลำ ที่ปฏิบัติการในภูมิภาคนี้ ตามนโยบายของรัฐบาลประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่กำลังปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ทางการทหารใหม่ ด้วยการโยกย้ายกองกำลังและเข้ามีบทบาทในภูมิภาคแปซิฟิกมากขึ้น ดังที่เคยแถลงหลังจากเข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ ว่า "สหรัฐอเมริกาจะกลับมาที่เอเชียอีกครั้ง"
 
               แม้ว่าประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมของสหรัฐจะย้ำว่าเจตนาในการจัดวางที่ตั้งทางทหารใหม่ครั้งนี้ ไม่ใช่เพราะหวังสกัดกั้นอิทธิพลของจีนตามที่วิตกกัน อีกทั้งสหรัฐไม่มีนโยบายจะเข้ามาแทรกแซงกรณีพิพาทดินแดนบริเวณทะเลจีนใต้ ระหว่างจีนกับหลายประเทศในอาเซียน เพียงแต่ขอมีสิทธิในการเดินเรือและผ่านน่านน้ำทะเลจีนใต้อย่างเสรีเท่านั้น คำถามก็คือถ้อยแถลงดังกล่าวมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อมีการเผยเป็นนัยว่าการกลับมาครั้งนี้ สหรัฐพร้อมจะเคลื่อนย้ายทุกอย่างที่ดีที่สุดในปฏิบัติการทางทหารเพื่อช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถให้แก่พันธมิตรด้วย ซึ่งอาจทำให้การแข่งขันด้านอาวุธทวีความดุเดือดมากขึ้น
 
               หนึ่งในข้อสงสัยที่กำลังรอการพิสูจน์ก็คือ การเคลื่อนไหวทางทหารครั้งนี้มีขึ้นขณะที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังเปลี่ยนไป โดยมีแนวโน้มว่ากลุ่มเคร่งศาสนาอาจจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารชุดใหม่ในหลายประเทศแทนรัฐบาลคอรัปชั่นที่สหรัฐหนุนหลังมานานกว่า 20 ปี โดยเฉพาะสถานการณ์ในซีเรีย หนึ่งในสองประเทศสุดท้ายที่สหรัฐต้องการล้มล้างรัฐบาลให้เร็วที่สุดเหมือนกับที่เคยทำสำเร็จมาแล้วคราวสนับสนุนชาวลิเบียให้ล้มรัฐบาลพันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟี เมื่อปีที่แล้ว เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหประชาชาติเพิ่งประกาศยกระดับสถานการณ์รุนแรงในซีเรียที่เรื้อรังมานานร่วมปีให้กลายเป็นสงครามกลางเมืองเต็มรูปแบบแล้ว สิ่งที่น่าจับตามองก็คือเป็นไปได้หรือไม่หากสักวันหนึ่งข้างหน้า เครื่องบินของสหรัฐจะทะยานขึ้นจากอู่ตะเภาไปถล่มที่มั่นของรัฐบาลซีเรีย เหมือนกับที่เคยทำช่วงสงครามอินโดจีน
 
               ไล่เลี่ยกันนี้ ได้เกิดเหตุไม่สงบขึ้นที่รัฐยะไข่ ทางตะวันตกของพม่าที่อยู่ติดกับบังกลาเทศ โดยสื่อพม่าและสื่อตะวันตกพยายามประโคมข่าวว่าเป็นศึกศาสนาระหว่างชาวพุทธซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในรัฐนี้กับชาวโรฮิงญา คนไร้สัญชาติที่นับถือศาสนาอิสลาม ก่อนหน้านี้ไม่นานนักฟิลิปปินส์กับจีนได้เกิดกรณีพิพาทเหนือหมู่เกาะสแปรตลีย์ โดยสหรัฐประกาศเข้าข้างฟิลิปปินส์เต็มที่ คำถามก็คือไทยในฐานะประเทศยุทธศาสตร์สำคัญในเอเชียอาคเนย์จะถูกดึงทั้งโดยเจตนาหรือไม่เจตนาให้เข้าสู่วังวนความขัดแย้งต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตหรือไม่ แล้วไทยก็อาจกลายเป็นประเทศคู่ขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะพม่า