
จุดเริ่มต้นปรองดอง
จุดเริ่มต้นปรองดอง : บทบรรณาธิการประจำวันที่14มิ.ย.2555
ความพ่ายแพ้ของพรรครัฐบาลโดยการนำของพรรคเพื่อไทยในการลงมติญัตติเห็นด้วยกับคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้รัฐสภาชะลอการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระที่ 3 ออกไปก่อนหรือไม่ ด้วยคะแนนเสียงเฉียดฉิว 318 เสียง ขาดไปเพียง 4 เสียง มีนัยสำคัญทางการเมืองที่เห็นได้ในเวลาต่อมาว่า เสียงที่ขาดหายไปของฟากฝ่ายรัฐบาลเองนั้น แท้จริงแล้วจงใจที่จะให้ญัตติดังกล่าวตกไปมากกว่าที่จะเป็นเพียงอุบัติเหตุในรัฐสภาดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง
นอกเหนือจากพรรคประชาธิปัตย์ได้วอล์กเอาท์จากห้องประชุม และวุฒิสมาชิกส่วนใหญ่ก็ไม่สนับสนุนญัตตินี้แล้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะสมาชิกรัฐสภาอาวุโสในฝ่ายของรัฐบาลเองหลายคนก็ได้แสดงให้เห็นถึง "วุฒิภาวะทางการเมือง" ที่ปรารถนาจะให้รัฐสภาเป็นเวทีของการแก้ไขวิกฤติการณ์ของบ้านเมืองอย่างแท้จริง หาใช่ เป็นแหล่งรวมของกลุ่มคนอารมณ์ร้าย เคียดแค้น ไม่รู้จักคิดหน้าคิดหลัง และร้อนวิชา อันมักนำมาซึ่งการขยายความขัดแย้งให้ลุกลามบานปลายออกไป
ตลอดระยะเวลาราว 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เรียกได้ว่า สังคมไทยกลับเข้าสู่ภาวะวิกฤติถึงขั้นที่อาจจะเกิดเหตุการณ์เลือดตกยางออกชวนเศร้าสลดอีกครั้ง เมื่อมีความพยายามจากฟากรัฐบาลผลักดันร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติท่ามกลางเสียงคัดค้านจากหลายฝ่ายที่แลเห็นว่าร่างกฎหมายฉบับนี้มีวาระซ่อนเร้นที่จะยังประโยชน์แก่คนบางคน บางกลุ่ม บางฝ่ายเท่านั้น แทนที่จะปรองดองก็อาจจะเกิดเหตุฆ่าฟันกันไม่จบสิ้น
ต่อมาเมื่อศาลรัฐธรรมนูญส่งคำวินิจฉัยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไปยังรัฐสภาเพื่อให้ชะลอการลงมติวาระ 3 เอาไว้ก่อน ผลพวงที่ตามมาก็คือปฏิกริยาตอบโต้กลับตุลาการอย่างรุนแรง ทั้งฝ่ายนักวิชาการ และรัฐสภา จนเลยเถิดไปถึงขั้นที่ว่า "ตุลาการภิวัฒน์" ได้หวนกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับชุดวาทกรรมต่างๆ นานา ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญเพียงขอให้ "ชะลอ" การลงมติในวาระ 3 ของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเอาไว้ก่อนเพื่อพิจารณาคำร้องคัดค้าน
อย่างไรก็ตาม ปฏิกริยาของสังคมที่มีต่อร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ และการสั่งให้ชะลอลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญออกไปก่อนนั้น ถ้าจะมองกันอย่างเป็นกลางแล้ว ก็จะแลเห็นได้ว่า แม้จะมีความเห็นต่างที่มาจากกลุ่ม มาจากฝ่ายที่เคยเผชิญหน้ากันมาก่อนก็ตาม แต่ก็ได้พิสูจน์ให้ได้เห็นแล้วว่า ถ้าหากความขัดแย้งนั้นเข้าสู่กระบวนการพิจารณาไตร่ตรองด้วยสติแล้ว แม้จะยังไม่มีทางออกในฉับพลันทันใจ แต่ก็ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ลงได้ระดับหนึ่ง
การปฏิบัติหน้าที่ของนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา และสมาชิกรัฐสภาอาวุโสอีกหลายคน ได้แสดงให้ประจักษ์ว่า พวกเขาได้เรียกคืนศรัทธาดังว่า สถาบันนิติบัญญัติ ก็เป็นอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งจะเป็นที่พึ่งในยามวิกฤติ ทั้งนี้ก็เพราะ ถ้าหากสมาชิกเหล่านั้นจะได้รู้จักปรับท่าที มีความยับยั้งชั่งใจ เห็นประโยชน์สุขของสังคมส่วนใหญ่เป็นสำคัญ รู้จักประนีประนอม ไม่มุ่งแต่เอาชนะคะคาน ถ้อยทีถ้อยเจรจากันแล้ว ทุกปัญหาก็สามารถฝ่าฟันผ่านพ้น และนี่คือจุดเริ่มต้นของการปรองดอง ซึ่งน่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างค่อยไปเป็นค่อยไปมากกว่าเร่งรัดออกกฎหมายใดๆ อย่างการหักด้ามพร้าด้วยเข่า



