คอลัมนิสต์

'นักการเมืองอาชีพ'คนคุมเกมตัวจริง

'นักการเมืองอาชีพ'คนคุมเกมตัวจริง

13 มิ.ย. 2555

'นักการเมืองอาชีพ'คนคุมเกมตัวจริง : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์ [email protected]

             มติที่ประชุมร่วมรัฐสภา "ไม่เห็นด้วย" ต่อญัตติของ "ส.ว.มุกดาหาร" ขอให้ที่ประชุมมีมติว่าคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุให้รัฐสภาชะลอการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3 มีผลผูกพันต่อรัฐสภาหรือไม่
 
              ถือว่าคะแนนเสียงที่ออกมามีนัยทางการเมืองให้วิเคราะห์ได้หลากหลาย สำรวจจากจำนวนสมาชิก ส.ส.และส.ว.จะมีทั้งหมด 644 คน และจากการโหวตนับองค์ประชุมก่อนการลงญัตติดังกล่าวมีสมาชิกรัฐสภาแสดงตัวอยู่ในห้องประชุมทั้งหมด 325 คน ถือว่าครบองค์ประชุม
 
              แต่จากการลงมติดังกล่าวมีผู้เห็นด้วยกับญัตติที่ ส.ว.เสนอเพียง 318 คน ไม่เห็นด้วย 2 คน งดออกเสียง 2 คน และไม่ลงคะแนนเสียง 3 คน ถือว่าเสียงไม่ครบจำนวนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดคือ 322 คน หรือกึ่งหนึ่งของสมาชิกเท่าที่มีอยู่ทั้งหมดของรัฐสภาทำให้ญัตติดังกล่าวตกไป
 
              เกิดคำถามจาก "ฝ่ายรัฐบาล" โดยเฉพาะ "ส.ส.แกนนำคนเสื้อแดง พรรคเพื่อไทย" และ "ส.ส.ฝ่ายซ้าย" ในรัฐบาล ซึ่งกลุ่มนี้ต้องการให้รัฐสภามีมติว่าคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้รัฐสภาชะลอการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3 ไม่มีผลผูกพันต่อรัฐสภา
 
              เพื่อต้องการแสดงให้เห็นว่า "อำนาจ" ของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้อยู่เหนืออำนาจ "ฝ่ายนิติบัญญัติ"
 
              จะเห็นว่า "ส.ส.แกนนำคนเสื้อแดง" และ "ส.ส.ฝ่ายซ้าย" ส่วนใหญ่เป็น "ส.ส.หนุ่มไฟแรง" จะมีท่าทีและจุดยืนต่อเรื่องนี้ชัดเจน และต้องการให้ "สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์" ประธานรัฐสภามีท่าทีชัดเจนไปในทางเดียวกันด้วย
 
              เรื่องนี้สร้างความอึดอัดต่อ "ประธานสมศักดิ์" จนกระทั่ง "คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล" (วิปรัฐบาล) และ "คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย" ก็มีความเห็นว่าควรชะลอการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 ออกไปก่อน
 
              สอดคล้องกับที่ "ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง" รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ "การเมืองต้องมองรอบด้าน และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ก็ระบุว่าให้ชะลอไว้ก่อน เราได้อธิบายให้สังคมทราบ อัยการก็มีความเห็นแล้ว ต่อจากนี้ก็ต้องเปิดโอกาสให้ศาลรัฐธรรมนูญทำงานได้เต็มที่ ผมวิเคราะห์การเมืองแบบนักกฎหมาย หากรัฐสภาพิจารณาแล้วเสร็จเสนอให้นายกรัฐมนตรีภายใน 20 วัน เกิดศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนมีคำสั่งห้ามกราบบังคมทูล แล้วรัฐบาลจะอยู่อย่างไรจะไปหาเรื่องใส่ตัวทำไม..."
 
              จึงไม่ต้องแปลกใจกับที่ประชุมคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาปิดสมัยประชุมสภาในวันที่ 19 มิถุนายน ตามความเห็นของ "สารวัตรเฉลิม" และ "วิปรัฐบาล" เพราะนอกจากเป็นการผ่อนคลายบรรยากาศความขัดแย้งของบ้านเมืองแล้วยังเป็นการผ่อนคลายบรรยากาศคุกรุ่นภายในพรรคเพื่อไทยด้วยเช่นกัน
 
              ขณะที่ "คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย-วิปรัฐบาล-ประธานรัฐสภา" มีความเห็นสอดคล้องต้องกัน แต่ "ส.ส.แกนนำคนเสื้อแดง" เห็นว่าควรแตกหักกับศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่วางไว้
 
              มติดังกล่าวด้านหนึ่งอาจมองได้ว่า "นักการเมืองอาชีพ" ภายในพรรคเพื่อไทย ยังมี "อำนาจ" ต่อการกำหนดทิศทางภายในพรรค และเกมในสภา
 
              มีเสียงจาก "วิปรัฐบาล" บางคนบอกว่า เสียงส่วนใหญ่ใน "วิปรัฐบาล" ทั้งจาก "ส.ส.เพื่อไทย" และ "ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล" และ "ส.ว.40 คน" ที่สนับสนุนรัฐบาลเห็นว่าคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญมีน้ำหนัก ควรส่งเอกสารชี้แจงและข้อเท็จจริงตามคำร้องขอ พร้อมกับส่งหนังสือแนบท้ายให้ศาลรัฐธรรมนูญเร่งการพิจารณาให้เร็วขึ้น
 
              "เรื่องนี้ทางคณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้คุณวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักฯ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นตัวแทนในการชี้แจง ส่วนพรรคและส.ส.แกนนำเสื้อแดงเพื่อไทยก็ได้มีการมอบหมายแล้วเช่นกัน คาดว่าเมื่อเปิดประชุมสามัญทั่วไปหลังวันที่ 1 สิงหาคม จะเดินหน้าพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมต่อไปได้ ส่วน ส.ส.เสื้อแดงก็จะไปทำความเข้าใจและอธิบายให้เข้าใจระเบียบวิธีการบริหารการเมืองในพรรค เพื่อรักษาอำนาจรัฐให้อยู่ต่อไปได้ อย่าเอาเรื่องการเมืองเป็นที่ตั้ง จะเห็นว่าเสียงที่หายไปส่วนใหญ่เป็น ส.ส.พรรคร่วม และ ส.ว.และเสียง ครม.บางส่วน" หนึ่งในวิปรัฐบาลเล่าถึงเหตุผลที่มาของมติในที่ประชุมรัฐสภา
 
              สอดคล้องกับจำนวนสมาชิกรัฐสภาที่แสดงตัวอยู่ในห้องประชุมทั้งหมด 325 คน จากทั้งหมด 644 คน พบว่า พบว่า "ส.ว." ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 146 คน แต่ลงมติทั้งหมด 46 คน เห็นด้วย 41 คน งดออกเสียง 1 คน ไม่ลงคะแนน 2 คน ไม่เห็นด้วย 2 คน
 
              "พรรคชาติไทยพัฒนา" มี ส.ส.ทั้งหมด 19 คน ลงมติ 11 คน ส่วนใหญ่เป็นส.ส.คนหนุ่มไฟแรง ขณะที่เสียงที่หายไปส่วนใหญ่เป็น "นักการเมืองอาชีพรุ่นใหญ่" เช่น ชาดา ไทยเศรษฐ์ ชุมพล ศิลปอาชา ตุ่น จินตะเวช ธานินทร์ ใจสมุทร นพดล มาตรศรี วินัย ภัทรประสิทธิ์ ศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์
 
              "พรรคชาติพัฒนา" มี ส.ส.ทั้งหมด 7 คน ลงมติเห็นด้วย 5 คน เสียงหายไป 2 ส่วน "พรรคพลังชล" มีส.ส. 7 คน ลงมติเห็นด้วย 6 คน ไม่ลงมติ 1 เสียง "พรรครักประเทศไทย" ลงมติเห็นด้วย 2 คน "พรรคประชาธิปไตยไทยใหม่" เห็นด้วย 1 คน  "พรรคภูมิใจไทย" ลงมติเห็นด้วย 7 คน ขณะที่ "พรรคเพื่อไทย" ไม่ลงคะแนนเสียง 1 คน
 
              จะเห็นว่านอกจาก "พรรคประชาธิปัตย์" และ "ส.ว.บางส่วน" เดินออกจากห้องประชุมแล้ว เสียงที่หายไปส่วนใหญ่เกิดจาก "ส.ว." และ "ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลที่เสียงหาย"
 
              เนื่องจากมีการประสานเป็นการภายใน "คุยนอกรอบ" ภาพการลงมติจึงออกมาเป็นแบบนี้ถือเป็นความตั้งใจ เพื่อรักษาอำนาจและเสถียรภาพการเป็น "ส.ส." และ "คณะรัฐมนตรี" ให้อยู่ยาวนานที่สุด
 
              ดังนั้น การเมืองในสภาต้องถือว่า "ส.ส.แกนนำคนเสื้อแดง" ไม่มีอิทธิพลในการขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดเงื่อนไขทางการเมืองแต่เป็น "นักการเมืองอาชีพ" ต่างหากที่มีอำนาจเป็นผู้กำหนดเกมในสภาตัวจริง

..........

(หมายเหตุ : 'นักการเมืองอาชีพ'คนคุมเกมตัวจริง  : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์ [email protected])