คอลัมนิสต์

ลูกน้องเลี้ยงนาย(ตำรวจ)?

ลูกน้องเลี้ยงนาย(ตำรวจ)?

13 มิ.ย. 2555

ลูกน้องเลี้ยงนาย(ตำรวจ)? : โลกตำรวจ โดย ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข [email protected]

            “ลูกน้องเลี้ยงนาย เขาบอกกันว่าทหารนั้นนายเลี้ยงลูกน้อง แต่สำหรับตำรวจแล้วกลับกัน” นักธุรกิจซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของธุรกิจเอกชนพูดถึงวัฒนธรรมองค์กรตำรวจตามประสบการณ์ของตนเองและแสดงทรรศนะเชิงแลกเปลี่ยนในความเห็นที่ยืนยันว่าลูกน้องตำรวจทำงานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพอันเป็นผลเนื่องมาจากการที่นอกเหนือจากนายของตำรวจไม่สนใจไยดีลูกน้องของตนเองแล้วนั้น ลูกน้องตำรวจยังต้องดูแลปรนนิบัติและหารายได้(ด้วยวิธีการต่างๆ)มาเลี้ยงดูปูเสื่อนายอีกด้วย ตามที่ภาษาชาวบ้านนิยมเรียกกันว่าส่งส่วยให้นายนั่นเอง
 ดูเหมือนว่าการสนทนาดังกล่าวจะสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ผู้พูดด้วยคิดว่าตนเองรู้วัฒนธรรมในโลกของตำรวจเป็นอย่างดี หากแต่เหล่าบรรดาตำรวจในโต๊ะอาหารแห่งนั้นกลับมีสีหน้าที่ดูไม่สู้ดีมากนัก
 
              ใครๆ ก็มักกล่าวเช่นเดียวกับนักธุรกิจผู้นั้นเสมอ แต่ในความเป็นจริงแล้วในโลกของตำรวจนั้นมิได้มีเพียงมิติของลูกน้องดูแลนายแต่เพียงเท่านั้น อีกทั้งการดูแลนายของลูกน้องก็มิได้มีเหตุผลเพียงการที่ลูกน้องถูกนายกดขี่ขูดรีดเท่านั้น หากแต่เป็นความสมยอมพร้อมใจและเป็นทางเลือกที่ทั้งสองฝ่ายต่างเต็มใจกระทำต่อกันในบริบทของความล้มเหลวของระบบบริหารจัดการ
 
              จะมีใครสักกี่คนที่รู้ว่า นายของตำรวจเองก็ถูกลูกน้องกดขี่ขูดรีดเช่นเดียวกัน
 
              “เวลาที่มีอำนาจวาสนาเขาก็จะวิ่งเข้ามาหา คอยรับใช้ดูแล แต่เมื่อไหร่หมดอำนาจวาสนาที่จะให้พระคุณกับเขาได้ เขาก็จะหายหน้าหายตาไม่สนใจไยดี” นี่คือสัจธรรมที่เหล่าบรรดานายตำรวจต่างรู้กันดีว่า การที่มีลูกน้องเข้ามาห้อมล้อมดูแลเอาอกเอาใจนั้น หาใช่มาจากน้ำใสใจจริง ความเชื่อถือ หรือความศรัทธาแต่เพียงเท่านั้น หากแต่วัตถุประสงค์หลักของพวกเขาเหล่านั้นคือ วิ่งเพื่อหาที่ชอบที่ชอบที่นายมีอำนาจในการช่วยแต่งตั้งโยกย้ายให้แก่พวกเขาเหล่านั้นต่างหาก ดังนั้นความสัมพันธ์ในรูปแบบของการดูแลระหว่างลูกน้องและนายตำรวจจึงหาใช่ความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ไม่ หากแต่เป็นความสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยนที่ไร้ความห่วงหาอาทรเสียด้วยซ้ำ มิต้องถามหาบุญคุณที่ทดแทน
 
              เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนั้นนายจึงไม่ได้เกิดความรู้สึกผิดหรือละอายใจแต่อย่างใดในการเรียกร้องส่วยหรือการดูแลจากลูกน้องในขณะที่ตนเองมีอำนาจเพราะรู้อยู่แก่ใจดีว่าเมื่อหมดอำนาจวาสนาจะมีลูกน้องนับคนได้ที่จะหันกลับมาดูแลอย่างเช่นที่เคยปฏิบัติมา
 
              สิ่งที่น่าเศร้าใจยิ่งไปกว่านั้นคือ นายที่มีความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อรับใช้ประชาชน มุ่งมั่นในการทำหน้าที่ให้สมภาคภูมิกับการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์นั้นกลับไม่มีลูกน้องคนไหนอยากเข้าหา เพราะบรรดานายๆ ที่มีลักษณะเช่นนั้นมิได้มีอำนาจวาสนาในการให้ยศถาบรรดาศักดิ์แก่ลูกน้องดั่งที่ลูกน้องหวัง...แค่คิดเพียงว่าเขามาหาเราเพราะผลประโยชน์ มิใช่เพราะเชื่อถือศรัทธาก็น่าเศร้าใจอยู่แล้ว
 
              เมื่อนายที่มุ่งมั่นในการทำงานไม่มีลูกน้องช่วยทำงานเพราะผลงานมิได้ทำให้ลูกน้องก้าวหน้า แต่การที่ลูกน้องหาเงินมาด้วยวิธีใดก็ตามสามารถทำให้พวกเขาได้อยู่ในที่ชอบที่ชอบถึงแม้จะไม่ต้องทำงาน ดังนั้นวัฒนธรรมการเลี้ยงดูปูเสื่อส่งส่วยให้นาย การวิ่งเต้นผู้มีอำนาจต่างๆ จึงเป็นเรื่องปกติธรรมดามิได้เป็นเรื่องแปลกแต่อย่างใด และยังเป็นวัฒนธรรมที่ตำรวจส่วนใหญ่ผลิตซ้ำตอกย้ำจนทำให้ไม่มีนายคนใดเชื่อว่าลูกน้องเข้ามาหาโดยบริสุทธิ์ใจและมุ่งหวังในการทำงานรับใช้ประชาชนร่วมกัน...ทุกอย่างที่กระทำล้วนเต็มไปด้วยภาพมายาและผลประโยชน์ทั้งสิ้น