คอลัมนิสต์

ดูฟุตบอลแล้วย้อนดูตน

ดูฟุตบอลแล้วย้อนดูตน

11 มิ.ย. 2555

ดูฟุตบอลแล้วย้อนดูตน : บทบรรณาธิการประจำวันที่11มิ.ย.2555

               เกมการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือยูโร 2012 ระเบิดขึ้นพอดิบพอดีกับห้วงเวลาที่สังคมไทยกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤติครั้งใหม่ อันเนื่องมาจากความไม่พอใจและไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีคำสั่งไปถึงเลขาธิการรัฐสภา ให้ชะลอการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 ออกไปก่อน จนกว่าศาลจะพิจารณาคำร้องที่ว่าด้วยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจเป็นล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเสร็จสิ้น แม้ว่าการแข่งขันฟุตบอลไม่ว่ากี่ครั้งๆ สิ่งที่มักเกิดขึ้นอยู่เสมอๆควบคู่กันไปก็คือ คำวิจารณ์การตัดสินของกรรมการที่เป่านกหวีดในสนาม ซึ่งมีกติกากำหนดให้ถือเป็นที่สุด แม้ว่าจะมีความไม่พอใจจากทั้งผู้เล่น และคนดูก็ตาม

               ในเกมการแข่งขันต่างๆ นั้น คนดูซึ่งอยู่นอกสนามซึ่งประกอบไปด้วยสายตานับหมื่นๆ คู่ รวมทั้งผู้ชมทางบ้านอีกหลายร้อยล้านคน ย่อมเกิดความรู้สึกต่อการตัดสินของกรรมการไปต่างๆ นานา ตามแต่อารมณ์ของเกมที่จะพาไป และทีมที่ตนเองเอาใจช่วย ส่งใจเชียร์ จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่เมื่อกรรมการตัดสินให้โทษแก่ฝ่ายที่ตนเองเชียร์ย่อมเกิดความไม่พอใจและรู้สึกว่า กรรมการลำเอียง ไม่เที่ยงธรรม ขณะที่ผู้เล่นในทีมที่ถูกลงโทษในสนามพากันกรูเข้าไปประท้วงผู้ตัดสิน ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่า การประท้วงนั้นไม่เป็นผล แต่ก็จำเป็นต้องแสดงออกให้กรรมการทั้งในสนามและนอกสนามได้รับรู้ทั่วกันว่า พวกเขาไม่เห็นด้วยกับการตัดสินนั้น แต่ถึงที่สุดก็ต้องยอมรับตามกติกา เพราะไม่เช่นนั้นแล้วเกมการแข่งขันก็ไม่อาจดำเนินต่อไปได้

               ในยามที่สังคมไทยกำลังกลับมาเผชิญกับภาวะวิกฤติอยู่เช่นนี้ ถ้าหากทุกฝ่ายจะได้ร่วมกันพิจารณาถึงคำว่า "กติกา" ดังเช่นที่ได้แลเห็นตัวอย่างจากเกมการแข่งขันฟุตบอลระดับโลกครั้งนี้ ก็อาจจะช่วยให้เราผ่านพ้นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ไปได้โดยไม่เกิดความสูญเสีย ทั้งนี้ลำดับแรกทีเดียวก็คือ ทุกฝ่ายต้องย้อนกลับไปดูตนเองด้วยว่า ที่แลเห็นว่า คำตัดสินใดๆ ไม่เฉพาะแต่กรณีศาลรัฐธรรมนูญขาดความเที่ยงธรรมนั้นเกิดจากความไม่พอใจ เพราะเข้าไปมีส่วนได้เสียกับคำตัดสินนั้นใช่หรือไม่ และความไม่พอใจเช่นว่านี้จะนำไปสู่การล้มล้างและขัดขืนไม่ยอมรับใช่หรือไม่ ซึ่งถ้าหากทุกฝ่ายถือเอาความพอใจและผลประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้งแล้ว ก็เหมือนกับการแข่งขันฟุตบอลที่ผู้เล่นและคนดูไม่ยอมรับคำตัดสินของกรรมการ เดินออกจากสนาม ซึ่งผลสุดท้ายก็คือ ถ้าไม่จับอาวุธขึ้นมาฆ่าฟันกัน ก็จะไม่มีเกมการแข่งขันใดๆ หลงเหลืออยูเลยบนโลกใบนี้

               ขณะเดียวกัน หลายครั้งหลายคราว ที่เราสามารถสังเกตได้ว่า การแข่งขันฟุตบอลในประเทศไทยยังคงย่ำอยู่กับความล้าหลังทางวัฒนธรรม ดังที่มีคำสัพยอกเย้ยหยันกันว่า "บอลไทยไปมวยโลก" ด้วยเหตุที่ทั้งผู้เล่น คนดู และเจ้าของทีมต่างก็ยังถูกครอบงำอยู่ด้วยจริตของความไม่พอใจ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง จนไม่อาจทำใจให้ยอมรับกติกาได้ เมื่อเป็นเช่นนี้สิ่งที่ตามมาก็คือความรุนแรง การรุมทำร้ายร่างกายกันและกันจนเลือดตกยางออก ราวกับอยู่ในยุคบ้านป่าเมืองเถื่อนซึ่งไร้ขื่อแปคอยค้ำยัน ทุกสิ่งอย่างล้วนขึ้นกับความพอใจ และพวกมากลากไป ซึ่งลัพธ์สุดท้ายก็คือ บอลไทยไม่ได้พัฒนาไปถึงไหน และนานวันก็จะยิ่งขยับเข้ากับวาทกรรมบอลไทยไปมวยโลกมากขึ้นทุกที ทั้งนี้ก็เพราะคำว่ากติกายังไม่ได้ถูกปลูกฝังลงลึกอยู่ในจิตใจนั่นเอง