
เด็กตามหาพ่อแม่
เรื่องราวของเด็กตามหาพ่อหรือแม่ของตัวเองเป็นข่าวโด่งดังในสังคมบ้านเราเป็นระยะๆ สะท้อนประเด็นการคุ้มครองสิทธิเด็กได้อย่างเป็นรูปธรรมและดูใกล้ตัวเป็นอย่างมาก แต่ทุกอย่างก็ผ่านเลยไปด้วยความสงสารและมีการสงเคราะห์หรือบริจาคเพื่อการให้ความช่วยเหลือเด็กกันอย่าง
ก่อนอื่นต้องขอฟันธงก่อนเลยว่าแม้จะมีพัฒนาการของการคุ้มครองเด็ก แต่ก็ยังไม่ชัดเจนและยังไม่เป็นที่เข้าใจของสังคมไทย โดยเฉพาะเห็นว่าชุมชนหรือสังคมยังมีความตระหนักในเรื่องนี้และเข้ามามีส่วนร่วมรับรู้และรับผิดชอบกับปัญหานี้น้อยไป
ผมจะขอสรุปแบบไม่มีตัวเลขหรืองานวิจัยอ้างอิงตรงนี้ว่า สาเหตุเป็นเพราะกรอบวิธีคิดและทัศนะการมองเด็กและเยาวชนในสายตาของผู้ใหญ่ยังคงเห็นว่าเด็กต้องพึ่งพิงและรับรู้เรื่องราวและสภาพแวดล้อมรอบๆ ตัวเฉพาะเท่าที่ผู้ใหญ่เห็นสมควรจะให้ได้รับรู้เท่านั้น เรียกว่าขาดการมองเด็กอย่างมีพื้นฐานว่าเด็กควรต้องมีโอกาสได้รับรู้สภาพแวดล้อมและปัญหารอบตัวเขาอย่างมีส่วนร่วมรู้เห็นกับผู้ใหญ่ แม้จะมีวัยน้อยนิดก็ตาม ผลพวงของการมีทัศนะเช่นนี้เป็นเหตุให้เด็กอยู่ในสภาวะที่ช่วยเหลือตัวเองแทบไม่ได้เมื่อขาดผู้ที่ตนต้องพึ่งพิง เพราะสังคมคาดหวังว่าต้องมีคนรับผิดชอบเด็กอยู่ตลอดเวลา เป็นเหตุให้ขาดความรับรู้และความตระหนักว่าเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคมที่จะต้องเอาใจใส่และร่วมรับผิดชอบในการส่งเสริมคุ้มครองเด็ก
การส่งเสริมและคุ้มครองเด็กจึงมักจะอยู่ในรูปของการสงเคราะห์เสียเป็นส่วนใหญ่ แต่นั่นมิใช่ความหมายของการคุ้มครองเด็กที่สมบูรณ์ โดยหลักทั่วไปแล้วเด็กควรได้รับการดูแลทั้งจากชุมชนและบริการของรัฐควบคู่กันไปหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นให้เด็กที่เกิดมาแล้วต้องอยู่รอดลดอัตราการตายหลังคลอด เด็กควรได้รับการพัฒนาตามวัยและสถานภาพที่เป็นอยู่ รวมทั้งควรได้รับความคุ้มครองเมื่อตกอยู่ในภยันตรายในรูปแบบต่างๆ หรือแม้กระทั่งเด็กควรได้รับโอกาสให้เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจตั้งแต่เรื่องเล็กไปจนถึงเรื่องใหญ่ตามวัยของเขา ไม่ใช่ปล่อยให้ไม่รู้ชะตากรรมของตัวเอง
ผมจะขอยกตัวอย่างที่เห็นเป็นรูปธรรมในกรณีที่พ่อหรือแม่ของเด็กอาจจะมีความจำเป็นหรือมีปัญหาบางเรื่องทำให้ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบได้ ตรงนี้แหละถ้าหากสังคมไทยเป็นสังคมที่เข้าใจหลักการคุ้มครองเด็กทั้งชุมชน และรัฐจะต้องเข้ามารับผิดชอบในทันทีเพื่อคุ้มครองเด็กโดยไม่ควรลังเลว่าไม่ใช่เรื่องของตัวเองเอาคานเข้าไปสอด ไม่น่าจะต้องให้เด็กแบกรับภาระหาที่พึ่งพิงและตามหาพ่อหรือแม่ของตัวเองดังที่เป็นข่าวโด่งดังอยู่ในขณะนี้
เรามีกฎหมายคุ้มครองเด็กบังคับใช้กันมานานแล้ว แต่ก็มั่นใจว่ากว่าครึ่งหนึ่งของสังคมไม่รู้ว่ามีกฎหมายนี้ใช้อยู่ หรือแม้จะรู้ว่ามีอยู่แต่ก็ไม่ได้ตระหนักหรือเข้าใจว่ากฎหมายฉบับนี้มีวัตถุประสงค์อะไร และใช้อย่างไร และแม้ว่ากลไกตามกฎหมายฉบับนี้จะมีคณะกรรมการทั้งระดับชาติ ระดับจังหวัด และระดับอำเภอทำหน้าที่ตามกฎหมายนี้อยู่ แต่ก็ดูเหมือนชาวบ้านจะไม่ค่อยได้รับรู้บทบาทของกลไกนี้และไม่อาจเข้าถึงได้อย่างสะดวก ทั้งแทบจะไม่เคยได้ยินว่าคณะกรรมการที่ว่านี้มีกิจกรรมอะไรในการคุ้มครองเด็กบ้าง
ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่สังคมไทยต้องมีวิธีคิดและวิธีมองสภาวการณ์ของเด็กและเยาวชนแบบปฏิรูปด้วยการทุ่มเทความรู้เพื่อให้สังคมมีความตระหนักอย่างลึกซึ้งในการร่วมมือกันสร้างเครือข่ายทางสังคมเพื่อการคุ้มครองเด็กและเยาวชน ควรจะเลิกคิดว่าเด็กต้องมีคนดูแลและรับผิดชอบอยู่ในครอบครัวของเด็ก ดังนั้นชุมชนและบริการของรัฐไม่ควรเข้าไปแทรกแซงเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ต้องร้องขอความช่วยเหลือก่อนจึงจะเข้าไปดูแล
หลักการเคารพและยอมรับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นั้นครอบคลุมไปถึงเด็กและเยาวชนด้วย แม้จะไม่ใช่เด็กในครอบครัวของเรา แต่เป็นหน้าที่ของทุกคนต้องช่วยกันดูแล ด้วยประการฉะนี้



