คอลัมนิสต์

วิบากกรรมขุนค้อน

วิบากกรรมขุนค้อน

07 มิ.ย. 2555

วิบากกรรมขุนค้อน : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา

               หากย้อนเวลากลับไปได้ ไม่รู้ว่า สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ จะขอย้อนกลับไปในวันที่ยังไม่ได้รับตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่
 
               เกือบ 1 ปี บนเก้าอี้ "ท่านประธาน" จากที่เคยเหิมฮึก ภาคภูมิใจ ในวันนี้ไม่รู้จะยังมีอยู่หรือเปล่า
 
               แต่หากใครติดตามดูการประชุมสภา หรือรัฐสภา ภาพการทำหน้าที่ประธานสภาของ สมศักดิ์ กลายเป็นมนุษย์ที่ทานทนกับแรงเสียดทานทั้งทางการเมืองและคำพูดคำจา
 
               ไม่นานนัก จากที่เคยเอ่ยคำว่า "ท่านประธานที่เคารพ" ก็กลายเป็น "ท่านประธานที่ไม่น่าเคารพ"
 
               หากสมศักดิ์ เป็นปุถุชนคนปกติ ก็คงจะคิดได้ว่า ช่วงเวลาของการเฉลิมฉลองมันช่างแสนสั้นนัก
 
               เกลียวเชือกที่ค่อยๆ เขม็งตึงกลายเป็นแรงบีบให้ทางเดินของสมศักดิ์ เหลือไม่มากนัก
 
               จากที่เคยใช้เสียงข้างมากกับเรื่องนั้นเรื่องนี้ แม้กระทั่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลายเป็นชนวนนำไปสู่การยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นการแก้ไขที่นำไปสู่การล้มล้างการปกครองประเทศหรือไม่
 
               บรรดาผู้รู้กฎหมายต่างก็ออกมาตีความ รวมทั้งพรรคเพื่อไทยที่เลือกเดินในสิ่งที่ตนเชื่อว่าถูกต้อง
 
               นั่นก็คือ ให้ สมศักดิ์ เปิดประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระสาม โดยไม่ต้องฟังเสียงจากศาลรัฐธรรมนูญที่ขอให้ชะลอการพิจารณาออกไปก่อน
 
               พรรคเพื่อไทยแสดงท่าทีออกมาเสียขนาดนี้ ไม่ต้องสงสัยว่า คนไกลที่ดูไบจะคิดอย่างไร
 
               แต่ สมศักดิ์ เลือกที่จะไม่บรรจุวาระพิจารณาแก้รัฐธรรมนูญวาระสาม ไว้ในการประชุมวันที่ 8 มิถุนายน
 
               ถึงแม้จะรู้ดีว่า ผู้ที่ชี้ให้เขาเป็น "ประธานรัฐสภา" นั้นต้องการเพียงใด แต่เมื่อประเมินสถานการณ์แล้วมีคนได้แน่ แต่คนเสียกลับเป็นตัว สมศักดิ์ เอง
 
               หากเกิดเหตุรุนแรงขึ้นก็เท่ากับว่า สมศักดิ์ คือ "ผู้จุดชนวน" เพราะใช้อำนาจประธานรัฐสภาไปเรียกประชุมและบรรจุวาระเดือดนี้เข้าไป
 
               ประวัติศาสตร์ชาติไทย หรืออาจจะประวัติศาสตร์โลก ก็คงจะบันทึกชื่อ สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ เอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้รับรู้
 
               แต่ สมศักดิ์ จะเลือกเดินทางไหน ในเมื่อเสียงสะท้อนจากพรรคเพื่อไทย จากคนไกล ก็มุ่งหวังให้ สมศักดิ์ ใช้ความกล้าหาญตัดสินใจจัดการปัญหาให้
 
               ผ่านรัฐธรรมนูญวาระสามแล้ว คือถึงคิว ร่าง พรบ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ
 
               แต่หากไม่ทำ สัญญาณที่ยิงตรงก็บ่งชัดแล้วว่า ถ้าไม่กล้า ก็ให้คนอื่นทำ !
 
               นั่นย่อมหมายความว่า เก้าอี้ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในไม่ช้า
 
               แต่ถ้าทำ... สมศักดิ์ ก็รู้ดีว่า อะไรจะเกิดขึ้นกับพรรคเพื่อไทย และอะไรจะเกิดขึ้นกับประชาชนคนมีสีทั้งหลาย และเมื่อมีอะไรเกิดขึ้นกับประชาชน แล้วกองทัพจะนิ่งเฉยอยู่ได้อย่างไร
 
               เรื่องอย่างนี้การเมืองระดับอนุบาลก็รับรู้กันได้ไม่ยาก
 
               ไม่แปลกที่ตลอดทั้งวันที่ 6 มิถุนายน สมศักดิ์ จึงหายไป ราวกับไม่อยู่ในประเทศไทยแล้ว แม้จะมีหมายไปรับเข็มจากกองทัพก็ยกเลิก คงปล่อยให้ วัฒนา เซ่งไพเราะ โฆษกประธานรัฐสภา ให้ความเห็นและยกย่องเชิดชู "การเลือก" ของสมศักดิ์ ที่ดูจะออกแนวเสียสละดีกว่าบ้านเมืองพินาศ
 
               แต่ สมศักดิ์ จะยื้อได้แค่ไหน ในเมื่อท่อน้ำเลี้ยงจากแดนไกลเริ่มไหลมาอีกระลอก
 
               คนเสื้อแดงขยับมาชุมนุมหน้ารัฐสภา และน่าจะเติมมาอีกแบบไม่อั้นก่อนถึงวันที่ 8 มิถุนายน มันคือสัญญาณชัดว่า ไม่ว่าจะใช้เส้นทางใด วิธีไหน เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย นาทีนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมารีรออะไรกันอีก
 
               วันที่ 8 มิถุนายน จึงน่าจะเป็นวันวิกฤติของประเทศอีกครั้ง
 
               เพราะยิ่งเมื่อศาลรัฐธรรมนูญออกมาแถลงยืนยัน "ความมีอยู่จริง" ของอำนาจศาล ก็ยิ่งเสริมสร้างมวลชนฝั่งตรงกันข้าม
 
               ยิ่งใช้กลยุทธ์ดิสเครดิตศาล จนถึงขั้น ด่าศาล ก็ยิ่งไปเพิ่มมวลชนฝั่งตรงกันข้ามที่เชื่อมั่นว่า เมื่อศาลวินิจฉัยแล้ว ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
 
               เสียงข้างมากไม่ใช่ฉันทานุมัติให้ละเมิดกฎหมาย
 
               ถ้าคนดูไบคิดได้ ก็น่าจะมองเห็นก้นหลุมที่ตนขุดดักล่อเอาไว้แล้ว
 
               แต่สำหรับ สมศักดิ์ คงต้องหวนกลับมาคิดว่า อยากจะเดินไปข้างหน้า หรือจะกลับไปจุดเริ่มต้น

..........

(หมายเหตุ : วิบากกรรมขุนค้อน : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา)