
มืออาชีพ
ยุคที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เรืองอำนาจ นโยบายปราบปรามยาเสพติดได้แผลงฤทธิ์จนมีผู้คนล้มตายไปกว่า 2,000 ศพ มากมายกว่ายุคใดๆ ตั้งแต่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย ว่าไปแล้วก็น้องๆ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์แถวๆ อาฟริกาเลยทีเดียว
ตอนนั้นรัฐบาลอ้างว่าเป็นการฆ่าตัดตอนกันเองระหว่างกลุ่มพ่อค้ายาเสพติด แต่ละวันล้มตายกันเป็นเบือ
มีบางส่วนถูกจับกุมดำเนินคดี บางรายที่มีความรู้ มีฐานะก็โวยวายว่าตำรวจจับแพะ แต่คดีลักษณะนี้คนส่วนใหญ่เชื่อไว้ก่อน ตำรวจเลยนำความเชื่อมาใช้ประโยชน์โดยไม่กลัวกฎหมายและกฎแห่งกรรม
อีกประเด็นเพราะกระบวนการยุติธรรมบ้านเราเป็นแบบกล่าวหา จับแล้วไปว่ากันในศาล คดีลักษณะนี้ศาลยกฟ้องไปก็มาก ตำรวจสร้างหลักฐาน ปั้นพยานเท็จจับคนบริสุทธิ์ติดคุกไปก็เยอะ
ตำรวจบางส่วนก้าวหน้าได้เลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง ขึ้นเงินเดือน บนความทุกข์ญาติพี่น้องเหยื่อ
ดูกรณีตัวอย่าง นายพงษ์เทพ และนางอำไพพรรณ รู้คงประเสริฐ สามีภรรยา เจ้าของกิจการรับส่งสินค้า อ.แม่สอด จ.ตาก ถูกฆ่าตัดตอนเพราะเจ้าหน้าที่รัฐระบุว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และถูกสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ยึดทรัพย์
แต่ปรากฏภายหลังว่าผู้ตายไม่ได้เกี่ยวข้องแต่เสียชื่อเสียงไปแล้ว กลับไม่มีใครรับผิดชอบ
มาวันนี้ก็ตำรวจชุดเดิมนี่แหละที่กำลังสนองนโยบายของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ใน "สงครามปราบปรามยาเสพติด" ภาคต่อ
ภาคนี้ดูไม่หวือหวาบู๊ล้างผลาญเหมือนภาคแรกเพราะโดนรัฐบาลกำชับให้ปฏิบัติตามกฎหมาย เข้ากับบุคลิกของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. พอดี จึงปรับวิธีการทำงานใหม่ทั้งหมด
วันก่อนตะลุยจับทั่วประเทศได้ผู้ต้องหามา 2,200 คน ทั้งคนไทยและต่างชาติ ยึดยาบ้าได้หลายแสนเม็ด ยาไอซ์ กัญชาอีกมหาศาล ทรัพย์สินมูลค่านับล้านบาท อาวุธปืนอีกมากมาย
พล.ต.อ.พัชรวาทสั่งระดมกวาดล้างยาเสพติดไม่ถึงเดือนยังได้มากมายขนาดนี้ ก็แสดงว่าถ้าใช้วิธีละมุนละม่อมก็ทำได้ ไม่มีใครตายฟรี
แบบนี้ต้องบอกว่ามาถูกทางใช้กฎหมายควบคู่กับการประชาสัมพันธ์เชิงรุก บุกเข้าถึงตัวเยาวชนกลุ่มเสี่ยง ผู้เสพนโยบายแบบนี้ลุ่มลึกกว่าการใช้จำนวนศพมาวัดผลงานเยอะแยะ
นี่แหละตำรวจมืออาชีพต้องแสดงได้ทุกบทขึ้นอยู่กับผู้กำกับฯ ว่าจะให้บู๊หรือบุ๋น



