คอลัมนิสต์

สุดท้ายที่กรุงเฮก

สุดท้ายที่กรุงเฮก

06 มิ.ย. 2555

สุดท้ายที่กรุงเฮก : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

              ระหว่างการชุมนุมคัดค้าน พรบ.ปรองดอง เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว บริเวณประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล “แนวร่วมคนไทยรักชาติ รักษาแผ่นดิน” ได้มาปักหลักประท้วงขับไล่รัฐบาล หลายคนที่ได้อ่านข่าวแล้วก็งุนงงสงสัย เนื่องจากกลุ่มนี้แยกตัวออกมาจากกลุ่มพันธมิตร และกลุ่มเสื้อหลากสี
 
               สาเหตุที่แนวร่วมฯ ต้องขับไล่รัฐบาล ก็เพราะรัฐบาลไม่ยอมถอนตัวออกจากกระบวนการของศาลโลก ซึ่งหากดูจากคำฟ้องของรัฐบาลกัมพูชา อาจทำให้ไทยแพ้คดีเสียดินแดน จึงจำเป็นต้องขับไล่รัฐบาลออกจากอำนาจ ก่อนที่ศาลโลกจะมีคำพิพากษาตัดสินดินแดนพื้นที่ทับซ้อนของไทย-กัมพูชา ในวันที่ 15 มิถุนายน 2555
 
               จะว่าไปแล้ว พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ ไชยวัฒน์  สินสุวงศ์ และชาวคณะ ก็เคลื่อนไหวกรณีปราสาทพระวิหารมานานแล้ว
 
               12 มิถุนายน 2555 สมาชิกกลุ่มแนวร่วมคนไทยรักชาติ รักษาแผ่นดิน จำนวน 32 คนจะเดินทางไปยื่นรายชื่อตัวแทนประชาชนชาวไทยคัดค้านการกระทำของรัฐบาล ต่อคณะตุลาการศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์
 
               เหตุผลของการคัดค้านนั้น ทางแนวร่วมคนไทยรักชาติฯ ระบุไว้ในหนังสือที่เตรียมยื่นต่อศาลโลกว่า
 
               "ราชอาณาจักรไทยเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ และเคยเป็นภาคีศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ต่อมาเมื่อปีพุทธศักราช 2505 รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยโดยฉันทามติของประชาชนชาวไทยเห็นว่า การดำเนินงานของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศไม่เป็นไปเพื่อความยุติธรรม ไม่เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่เคารพต่อความเป็นจริงและอยู่ภายใต้การครอบงำแทรกแซงของประเทศมหาอำนาจ ได้กระทำการอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่ยุติธรรม ตัดสินให้ปราสาทพระวิหารซึ่งเป็นของราชอาณาจักรไทย ว่าเป็นของประเทศกัมพูชา
 
               "ดังนั้นรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยจึงได้ถอนตัวออกจากการเป็นภาคีสมาชิกของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ นับแต่บัดนั้น ราชอาณาจักรไทยจึงไม่มีความเกี่ยวข้องผูกพันใด ๆ กับศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และศาลยุติธรรมระหว่างประเทศก็ไม่มีเขตอำนาจหรืออำนาจใดๆ ในการพิจารณาพิพากษาเรื่องราวใดๆ เกี่ยวกับราชอาณาจักรไทยอีก
 
               "นี่คือมติและการกระทำของรัฐบาลไทยโดยฉันทามติของประชาชนชาวไทยที่องค์การสหประชาชาติและศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจะต้องให้ความเคารพ โดยจะบิดเบือนใช้เล่ห์กลใดๆ ในการใช้อำนาจ ในการพิจารณาพิพากษาเรื่องราวใดๆ เกี่ยวกับราชอาณาจักรไทยไม่ได้อีกต่อไป"
 
               แนวร่วมคนไทยรักชาติ รักษาแผ่นดิน เชื่อว่าปราสาทพระวิหาร ซึ่งตั้งอยู่บนดินแดนไทยตามที่มีการปักปันเขตแดนกันเสร็จสิ้นแล้วเมื่อกว่าร้อยปีก่อนโน้น แต่รัฐบาลกัมพูชาได้ยื่นคำฟ้องเรียกเอาปราสาทพระวิหารว่าเป็นของกัมพูชา เมื่อศาลพิพากษาให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา รัฐบาลไทยก็ได้สงวนสิทธิ์จนกระทั่งถึงวันนี้
 
               ที่ผ่านมา มุมมองต่อปัญหาข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา มีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก คนไทยจำนวนไม่น้อยคิดว่า "พรมแดน" ไม่เป็นอุปสรรคขวางกั้นความสัมพันธ์ของมวลมนุษยชาติ และความคิดชาตินิยมก็ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์โลกในปัจจุบัน
 
               แต่คนไทยที่กำลังจะเดินทางไปกรุงเฮก ก็ต้องแสดงออกในความรักชาติรักแผ่นดิน เพราะมองเห็นว่า ขืนปล่อยให้ศาลโลกตัดสิน ไทยเราจะสูญเสียดินแดนให้เพื่อนบ้านไปอย่างไม่เป็นธรรม
 
               เช่นเดียวกับกลุ่ม นปช.จะเดินทางไปกรุงเฮก ในปลายเดือนนี้ เพื่อปรึกษาหารือกับอัยการของศาลอาญาระหว่างประเทศ ในการนำคดี 93 ศพจากเหตุการณ์พฤษภาคม 2553 ขึ้นสู่กระบวนการพิจารณาความของศาลอาญาระหว่างประเทศ
 
               ทนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม จะนำคณะของประธาน นปช.เดินทางไปฟ้องศาลโลก ส่วนแนวร่วมคนไทยรักชาติฯ ที่คัดค้านศาลโลก จะนำทีมโดย ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ และไชยวัฒน์  สินสุวงศ์ 
 
               เป็นความเหมือนในความต่างที่ป้ายสุดท้ายของการร้องหาความยุติธรรมของ นปช. และการปกป้องแผ่นดินของกลุ่มแนวร่วมคนไทยฯ ก็คือกรุงเฮก