คอลัมนิสต์

รูปแบบการทำมาหากินของตำรวจ

รูปแบบการทำมาหากินของตำรวจ

06 มิ.ย. 2555

รูปแบบการทำมาหากินของตำรวจ : โลกตำรวจ โดย ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข [email protected]

             "วิ่งหนีไปหลังร้านแล้วปล่อยให้โจรมันปล้นทองเอาไป ไม่ได้ต่อสู้หรือทำอะไรเลย มันน่าทุเรศมั้ย" นายตำรวจเล่าประสบการณ์เมื่อคราวไปทำคดีปล้นร้านทองซึ่งร้านที่ถูกปล้นดังกล่าวได้ว่าจ้างตำรวจไปเฝ้าหน้าร้านโดยหวังว่าหากโจรเห็นตำรวจนั่งอยู่โจรจะกลับใจไม่ปล้นหรือเปลี่ยนเป้าหมายไปปล้นร้านอื่นแทน?
 
               ถึงแม้ว่าผู้ประกอบการร้านทองจะมีความรู้ที่ชัดแจ้งว่าตนเองตกอยู่ในภาวะเหยื่ออาชญากรรมของเหล่าอาชญากรทั้งหลาย แต่การคำนึงถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการรักษาความปลอดภัย ทำให้ร้านทองในอดีตเลือกใช้วิธีการนำหมวกตำรวจมาวางไว้ที่หน้าร้านเพื่อจะสื่อความหมายเชิงสัญลักษณ์ให้โจรรู้ว่า "ร้านนี้มีตำรวจเฝ้าอยู่นะ...อย่าเข้ามานะ” ร้านทองบางร้านเห็นว่าป้อมตำรวจอยู่ไม่ห่างจากร้านมากนัก หรือเห็นว่ามีตำรวจปฏิบัติหน้าที่อยู่ในบริเวณไม่ห่างจากที่ตั้งของร้านก็จะใช้วิธีให้ข้าวให้น้ำตำรวจเพื่อสร้างความสนิทสนมเผื่อว่าเมื่อโจรปล้นจะทำให้ตำรวจที่เคยกินข้าวดื่มน้ำกระตือรือร้นให้การดูแลช่วยเหลืออย่างแข็งขันและเต็มใจ เรียกว่า ลงทุนนิดเดียวหวังผล (กำไร) ความปลอดภัยเต็มร้อย
 
               เมื่อเวลาผ่านไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ หรือมีภาวะการแพร่ระบาดของยาเสพติดสูง ยุทธการดังกล่าวไม่สามารถสร้างความมั่นใจได้ว่าเมื่อถึงคราวคับขันตำรวจจะยินดีและปฏิบัติหน้าที่ในการช่วยเหลือร้านทองของตนเองให้แคล้วคลาดจากการก่ออาชญากรรมได้ ดังนั้นการเพิ่มทุนโดยการจ้างตำรวจไปเฝ้าร้านทองให้เป็นกิจจะลักษณะจึงเกิดขึ้น ผ่านวิธีคิดที่ว่า "เมื่อจ่ายแล้วตำรวจจะต้องทำงานอย่างคุ้มค่าโดยการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของร้านทองผู้ว่าจ้าง”... จนเกิดวัฒนธรรมเฝ้าร้านทองของตำรวจแทบทุกสถานีตำรวจ ท่ามกลางความสงสัยเคลือบแคลงใจของประชาชนว่า
 
               "สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีกำลังพลมากมายจนถึงขนาดจัดคนมาเฝ้าร้านทองได้เลยหรือ? และทำไมถึงลำเอียงเฝ้าแต่ร้านทอง ทีบ้านฉันโจรเข้าตั้งสามรอบไม่เห็นสนใจ?”
 
               “การแต่งเครื่องแบบตำรวจมาทำงานนอกเวลาโดยเฝ้าร้านทองเป็นสิ่งที่เหมาะสมหรือไม่?” (ถึงแม้ว่าหมอจะแต่งเครื่องแบบแล้วไปทำคลินิกจะไม่มีใครตั้งคำถามก็ตาม)
 
               นานาทัศนะเชิงลบไปจนถึงการตั้งข้อสังเกตว่าใช้เครื่องแบบไปหากิน?
 
               ถึงแม้ว่า การเฝ้าร้านทองของตำรวจเป็นการหารายได้พิเศษนอกเวลาหลังปฏิบัติราชการเสร็จสิ้นแล้ว แต่เหตุผลของการเฝ้าร้านทองของตำรวจหรือการเฝ้าธนาคาร (ซึ่งปัจจุบันมีน้อยกว่าร้านทอง) มิได้มีเหตุผลเบื้องหลังการกระทำที่ตรงไปตรงมาเพียงแค่ว่า "ผู้ว่าจ้างต้องการให้ตำรวจมารักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตนเอง หรือตำรวจในฐานะผู้รับจ้างยินดีเต็มใจที่จะไปปฏิบัติงานแข็งขันเนื่องจากได้รับค่าตอบแทนพิเศษ" หากแต่มีเหตุผลเบื้องหลังที่หลากหลาย
 
               "สินจ้างที่ให้ตำรวจต่ำมากจนน่าจะเรียกว่าสินน้ำใจมากกว่าแถมต้องเสี่ยงชีวิตอีกต่างหาก ค่าตอบแทนก็ไม่ได้มากมายอะไร ข้าวมื้อหนึ่งอย่างน้อยก็ 50 บาทแล้ว (ข้าวแกง) น้ำ กับข้าวอาจจะสองอย่าง ตำรวจชั้นประทวนซึ่งมีรายได้น้อยและไม่สามารถหารายได้เสริมด้วยวิธีการอื่นได้ก็จะใช้ช่องทางนี้ในการสร้างรายได้ โดยคิดว่าเป็นการหารายได้พิเศษไปด้วย ได้อ่านหนังสือที่กำลังเรียนอยู่ด้วย (บางคนเฝ้าร้านทองไปอ่านหนังสือไปจนเรียนจบ) ตำรวจผู้เฝ้าร้านทองเรียนรู้ที่จะสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้ตนเองโดยเลือกนั่งในที่ที่สามารถมองเห็นคนชัดเจนทั้งภายนอกภายใน และคอยสังเกตคนตลอดเพื่อความปลอดภัยของตน รวมถึงการเลือกนั่งในที่ที่มีที่กำบังที่แข็งแรงสามารถต่อสู้ได้ ไม่ใช่เข้ามาแล้วโดนยิงก่อน เนื่องจากตำรวจตระหนักดีว่าคนร้ายจะคอยเล่นงานตำรวจก่อนเสมอ แต่...
 
               "ถ้าผู้ร้ายเข้ามาปล้น 5 คนเราก็สู้ไม่ได้อยู่แล้วแต่เราก็ต้องสู้เพื่อให้รอด ถ้ามีการปล้นรู้สึกว่าอยากได้อะไรก็ให้เขาไปห้ามขัดขืนให้เอาชีวิตไว้ก่อน เงินทองหาได้ชีวิตหาไม่ได้ เขาจ้างเราไปเฝ้าตามเงื่อนไขของประกัน ถ้าไม่จ้างตำรวจหรือ รปภ. ถือว่าผิดเงื่อนไขและเขาก็ไม่หวังให้เราป้องกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก เพราะเราก็คนเหมือนกับโจร เราไม่ใช่พระเอกถ้าพลาดก็ตายเหมือนกัน แต่ผมก็มีความรับผิดชอบร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ได้คิดจะไปเอาเงินเขาฟรีๆ ถึงแม้จะน้อย และจะระวังตัวตลอดไม่เคยประมาท ปืนผมจะขึ้นลำไว้ด้วย" นายตำรวจชั้นประทวนเล่าเหตุผลเบื้องหลังวิธีหากิน
 
               ถ้าประชาชนไม่อยากเห็นภาพผู้พิทักษ์สันติราษฎร์นั่งเฝ้าร้านทองไปอ่านหนังสือไป หรือภาพตำรวจวิ่งหนีโจรในร้านทองจนหมดความสง่างามและภาคภูมิก็คงต้องผลักดันให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและรัฐบาลเพิ่มความห่วงใยในชีวิตของตำรวจชั้นผู้น้อยที่มีรายได้ (น้อย) ต่ำให้มากขึ้น ต้องส่งเสริมให้มีการออกกฎหมายให้สถานประกอบการร้านทองต้องลงทุนในการว่าจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัยที่มีศักยภาพและมีคุณภาพที่เหมาะสมมาปฏิบัติหน้าที่นี้แทนตำรวจอย่างจริงจัง
 
               อย่างไรก็ตามการเฝ้าร้านทองของตำรวจนอกเวลาราชการอาจดูขัดหูขัดตาไปบ้าง แต่ก็ยังเป็นการหากินของตำรวจที่น่าชื่นชมมากกว่าวิธีการหากินแบบอื่นๆ ดั่งที่เราพบเห็นอยู่ในชีวิตประจำวันมิใช่หรือ?