คอลัมนิสต์

อย่าเติมเชื้อไฟ

อย่าเติมเชื้อไฟ

04 มิ.ย. 2555

อย่าเติมเชื้อไฟ : บทบรรณาธิการ คม ชัด ลึก

          ปรากฏการณ์ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำเอาคนไทยใจหายใจคว่ำกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกิดขึ้นในระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ พ.ศ.... ที่ภาพลักษณ์ของสภาไทยดูวุ่นวายคล้ายสภาของไต้หวัน ที่มี ส.ส.ตะโกนด่า ผลักอกกัน และขว้างปาเอกสารไปยังประธานการประชุม แสดงความไม่พอใจการทำหน้าที่ ขณะที่มวลชนคนเสื้อเหลืองภายใต้ชื่อพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ได้กลายเป็นแนวร่วมของพรรคประชาธิปัตย์ ระดมคนออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ที่พวกเขามองว่าเป็นการล้มล้างหลักนิติรัฐ นิติธรรม อ้างเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนแต่กลับทับซ้อนไปที่ใครบางคน

          นับว่าโชคดี ที่นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภา ลุกขึ้นปลดชนวนสั่งปิดการประชุม พร้อมทั้งเลื่อนการพิจารณาออกไปอย่างไม่มีกำหนด สอดรับกับศาลรัฐธรรมนูญที่มีมติรับวินิจฉัยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ และแจ้งให้รัฐสภาระงับการดำเนินเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ก่อน จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่าการดำเนินการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของที่ประชุมร่วมรัฐสภา ผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ที่ว่าด้วยการล้มล้างการปกครองหรือไม่ ทำให้การลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 ในวันอังคารนี้เป็นอันต้องงดไป ขณะที่กลุ่มพันธมิตรก็สั่งสลายการชุมนุม รอดูทีท่าของรัฐบาล เพื่อนำไปกำหนดท่าทีการเคลื่อนไหวต่อ

          แต่บริบทดังกล่าวสร้างความไม่พอใจอย่างมากให้แก่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่นัดมวลชนคนเสื้อแดงมารวมตัวแสดงพลังที่อาคารธันเดอร์โดม เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ที่ผ่านมา จุดประเด็นโจมตีฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญอย่างรุนแรงว่า เป็นเครื่องมือทางการเมืองของกลุ่มอำมาตย์ เปรียบเป็นการทำรัฐประหารโดยศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ก่อนหน้านี้แกนนำ นปช.ออกมาประกาศให้คนเสื้อแดงพร้อมรับสถานการณ์ ออกมารวมตัวกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพราะขณะนี้มีกระแสข่าวว่าอาจมีการรัฐประหารล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ภายในเดือนมิถุนายนนี้ ตอกย้ำด้วย พ.ต.ท.ทักษิณ ที่โฟนอินมายังกลุ่มคนเสื้อแดงว่า มีการปล่อยข่าวปฏิวัติ วันนี้ยังไว้ใจอะไรไม่ได้ เพราะกติกาไม่เป็นกติกา

          ดูเหมือนว่าการเมืองไทยส่อเค้าความรุนแรงให้เห็นอีกครั้ง ด้วยเนื้อหาและขอบเขตของประชาธิปไตยในแต่ละฝ่าย การเมืองในสภายังไม่หายคุกรุ่นจากเหตุการณ์ที่พรรคประชาธิปัตย์ยอมลงทุนในเกมที่ตนเองเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ด้วยการเล่นเกมที่ล้ำเส้นเกินไป และความกังขาจากสังคมก็คงได้รับคำตอบและการแก้ไขตามกฎ กติกา มารยาท จากเหล่าผู้แทนในสภาอันทรงเกียรติ แต่การเผชิญหน้าของสองขั้วการเมืองนอกสภาที่ไร้ขอบเขตและหลักเกณฑ์เป็นเรื่องที่น่าห่วงใย  

          รัฐบาลต้องตระหนักให้ดีถึงความสงบสุขของบ้านเมืองด้วยการหันหน้าเข้าหากันประมวลความรู้ระดมความคิดเห็นจากปราชญ์การเมืองแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดการนองเลือดขึ้นมาอีก ที่ผ่านมาได้มีการขยายเวลาสมัยประชุมนิติบัญญัติออกไปอย่างไม่มีกำหนด ทั้งที่ตามปฏิทินต้องปิดในช่วงเดือนเมษายน หากจะเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนฯ เพื่อลดการเผชิญหน้าและสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดสถานการณ์รุนแรงจนกลายเป็นสงครามกลางเมือง หนทางนี้น่าจะเป็นหนึ่งในทางเลือก

 

....................

(หมายเหตุ : อย่าเติมเชื้อไฟ : บทบรรณาธิการ คม ชัด ลึก)