
หยุดไว้ให้ไตร่ตรอง
หยุดไว้ให้ไตร่ตรอง บทบรรณาธิการ คม ชัด ลึก
ประเทศไทยได้ผ่านพ้นภาวะวิกฤติทางการเมืองไปอีกครั้ง อย่างน้อยที่สุดก็น่าจะล่วงพ้นไปจากสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติประมาณกลางเดือนมิถุนายนนี้ หลังจากที่นายสมสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้สั่งเลื่อนวาระการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติออกไปโดยไม่มีกำหนด ซึ่งแม้จะยังไม่มีคำมั่นจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่าจะหยิบยกขึ้นมาพิจารณาในวันใด แต่อย่างน้อยที่สุด ภาวะความตึงเครียดตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ย่อมเป็นสัญญาณบ่งบอกให้ทุกฝ่ายได้ตระหนักว่า การจะสร้างกระบวนการปรองดองขึ้นมาได้นั้น จำเป็นต้องได้รับความยินยอมพร้อมใจจากทุกฝ่าย หาใช่เป็นเรื่องของคนกลุ่มหนึ่งที่พยายามจะใช้กระบวนการนิติบัญญัติเพื่อสนองประโยชน์ให้แก่บางคน
ขณะเดียวกัน การที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยรับวินิจฉัยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญพร้อมมีคำสั่งให้รัฐสภายุติกระบวนลงมติรัฐธรรมนูญวาระ 3 ในทันที ก็ถือเป็นอีกสัญญาณหนึ่งที่เตือนให้ฝ่ายการเมืองได้รับรู้ว่า กิจกรรมใดที่ได้ดำเนินการมานั้นยังอาจจะขาดความรัดกุมเพียงพอส่อแสดงพฤติกรรมรวบรัดตัดตอนเพื่อพวกพ้องมากกว่าประโยชน์สาธารณะ ดังเช่นที่เคยมีเสียงคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาก่อนหน้าหากแต่ว่าเสียงนั้นฝ่ายการเมืองกลับเหมือนไม่หือไม่อือ และจะยิ่งชวนฉงนสนเท่ห์มากขึ้นอีก เมื่อมีแรงตอบโต้จากนักการเมืองกลับไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำหน้าที่เป็นเสาหลักคอยค้ำยันขื่อแปบ้านเมืองเอาไว้ด้วยตัวบทกฎหมายอันเที่ยงธรรม
แม้ว่าเหตุการณ์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาจะไม่ได้สร้างความบอบช้ำให้แก่ชาติบ้านเมืองมากนัก เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นยังจำกัดวงอยู่แต่เฉพาะนักการเมือง พรรคการเมือง รัฐสภา ซึ่งเป็นเรื่องของภาพลักษณ์มากกว่าความสูญเสียที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา เช่น การปะทะระหว่างมวลชน เหตุการณ์นองเลือดบาดเจ็บล้มตาย เผาทำลายตึกรามบ้านช่อง ฯลฯ หากแต่เหตุการณ์ครั้งนี้น่าจะเป็นบทเรียนที่ดีว่า ภาคการเมืองต้องเอาใจใส่ต่อความรู้สึกของประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่ประเทศชาติจมปลักอยู่ในยุคเข็ญ ข้าวยากหมากแพง ชาวบ้านต้องหากินกันแบบปากกัดตีนถีบแทบไม่มีเวลาได้หยุดหายใจ เช่นนี้แล้ว เมื่อสถานการณ์ตึงเครียดถูกทำให้เว้นวรรคไว้ชั่วขณะ ก็หน้าที่นักการเมืองจะได้พิจารณาใคร่ครวญว่า ถึงเวลาหรือยังที่จะหันมาใส่ใจในเรื่องปากท้องของประชาชน
ห้วงเวลานับจากนี้ต่อไปอีกหลายเดือน ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งก็คือหน้าน้ำหลาก ฝันร้ายเมื่อปีกลายยังไม่ทันจางหายไปจากความทรงจำ พายุฝนที่เริ่มกระหน่ำซ้ำซัดเข้ามาส่อแสดงให้เห็นว่า เราอาจต้องเผชิญกับภัยพิบัติร้ายแรงซ้ำอีกปีหนึ่งก็เป็นได้ ถึงแม้ว่าภาครัฐจะยืนยันเสียงแข็งว่า ทุกอย่างได้เตรียมความพร้อมเอาไว้หมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการขุดลอกคูคลอง แผนการระบายน้ำ พร่องน้ำจากเขื่อน หากแต่แผนบูรณาการที่จะมอบหมายให้ทุกหน่วยงานรับไปดำเนินการกลับยังไม่ชัดเจนเป็นการเป็นงาน เห็นก็เพียงแต่ภาคเอกชน องค์กรท้องถิ่นขมีขมันกั้นทำนบเอาตัวรอดชนิดตัวใครตัวมัน ตัวอย่างดังนี้แล้ว ถ้าหากฝ่ายการเมืองยังตั้งหน้าตั้งตาเอาชนะคะคานกันในเกมช่วงชิงอำนาจ ก็เท่ากับว่า ประชาชนกำลังถูกทิ้งให้ว้าเหว่สิ้นหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า
......................
(หมายเหตุ : หยุดไว้ให้ไตร่ตรอง บทบรรณาธิการ คม ชัด ลึก)



