
วิถีสภาไทย:วิถีแห่งความเสื่อม
วิถีสภาไทย:วิถีแห่งความเสื่อม : ขยายปมร้อน โดย ขนิษฐา เทพจร สำนักข่าวเนชั่น
“สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ใช้วิธีก่อความวุ่นวายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร และมี ส.ส.ของพรรคบางคนบุกขึ้นไปบนบัลลังก์ของประธานสภา เปรียบได้ว่าการจะสู้กับใครก็ต้องใช้วิธีนั้น”
นั่นเป็นคำสัมภาษณ์ของ "นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม" ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ หลังจากเกิดเหตุการณ์ “ส.ส.ฝ่ายค้าน” รุมประณามชี้หน้า ด่าทอ “สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์" ประธานสภา ระหว่างการทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม จนกระทั่งถึงการดึงตัวออกจากบัลลังก์ช่วงพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง
ปฐมเหตุเมื่อ “เพื่อไทย” ตั้งเป้าเลื่อน “ร่าง พรบ.ปรองดอง” ฟาก “ประชาธิปัตย์” ก็ต้องตั้งป้อมค้านให้ถึงที่สุด
พฤติกรรมเช่นว่า “หมอวรงค์” แจกแจงว่าที่ผ่านมาเล่นการเมืองแบบสุภาพบุรุษ ใช้ไม่ได้กับคนบางกลุ่ม ที่พยายามใช้เสียงข้างมากลากไป ทั้งที่พยายามชี้ให้เห็นว่า มีการกระทำที่ผิดข้อบังคับอย่างไรบ้าง
ส่วนกรณีที่ ส.ส.ประชาธิปัตย์ขึ้นไปบนบัลลังก์ประธานสภา ก็เพื่อแสดงสัญลักษณ์ว่า “ประธานสภา” ไม่เหมาะสมที่จะทำหน้าที่
วิธีการดังกล่าวสอดรับกับท่าทีของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ที่ระบุว่า “จะเดินหน้าคัดค้านกฎหมายล้างผิดให้ถึงที่สุด ทั้งในและนอกสภา”
บทบาทในสภาให้ “ส.ส.ประชาธิปัตย์” ขย่ม ส่วนนอกสภา ก็มี “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มเสื้อหลากสี" เขย่า
แผนนี้คล้ายกับที่ “พรรคเพื่อไทย” เคยใช้ช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลในตอนนั้น “เพื่อไทย” มี “มวลชนคนเสื้อแดง” เป็นแนวร่วมเดินเกมบีบนอกสภา
ลักษณะพฤติกรรม ณ ช่วงนั้น ฝ่ายค้าน อย่างเพื่อไทย ตั้งหน้า ตั้งตาค้านทุกเรื่อง พร้อมจ้องป่วน ตีรวนการประชุมโดยเฉพาะวาระพิจารณาที่สำคัญ จนทำให้เกิดภาพวิวาทะ ท้าตี ท้าต่อยกลางสภา
และเมื่อ “ส.ส.ผู้ดี” ใช้กลยุทธ์ป่วนแบบฉบับที่ “พรรคเสื้อแดง” เคยใช้ทำให้ “ทีมยุทธศาสตร์เพื่อไทย” ต้องกุมขมับคิดช่องแก้เกมทั้งพักการประชุมทั้งเปลี่ยนตัวประธานในที่ประชุม เพื่อแก้เกมที่ตัวเองเคยผูกไว้
ในที่สุดก็ต้องยอมถอย 1 ก้าว! ด้วยการทำตามข้อเสนอของ “ประชาธิปัตย์” ที่ขอให้ประธานสภาร่วมประชุมกรรมาธิการสามัญประจำสภา 35 คณะ พิจารณาว่าร่าง พรบ.ปรองดอง เข้าข่ายเป็นร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเงินหรือไม่ ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 143 กำหนด
แต่จังหวะถอยของ “เพื่อไทย” พบเป็นการเสียท่า เพราะได้เปิดช่องให้เกมนอกสภารุกหนัก
เกมที่ว่าคือ การยื่นหนังสือต่อ “ประธานสภา” เพื่อขอให้ตัวแทนพันธมิตรจำนวน 200 คน ร่วมเข้าฟังการอภิปรายในญัตติขอเลื่อนเรื่องด่วนว่าด้วย พรบ.ปรองดอง ภายในห้องประชุมสภา
โดยยกเหตุผลว่า “ก่อนหน้านี้มวลชนคนเสื้อแดงเคยเข้ามาชุมนุมในพื้นที่รัฐสภาได้ จึงอยากได้รับสิทธิที่เสมอภาคกัน”
การ “ยื่นข้อเสนอ” ของแกนนำพันธมิตรทำทั้งที่รู้ว่า...ไม่มีทางเป็นไปได้!! แต่ด้วยเป้าหมาย...ที่สอดรับกับเกมที่ “ประชาธิปัตย์” วางไว้ คือ “ยื้อ” ไม่ให้พิจารณาร่างพรบ.ปรองดอง ซึ่งเนื้อหามีผลลบล้างความผิดให้แก่บุคคลที่ต้องคดีอาญาทางการเมือง และคืนเงิน 4.6 หมื่นล้านบาท จึงต้องทำ
จังหวะเกมก้าวของ “ประชาธิปัตย์-มวลชนเสื้อเหลือง” ที่นำแผนการเดิมมาย้อนเกล็ด ทำให้ “รัฐบาล” ต้องคิดให้ดีว่าจะใช้จังหวะก้าวไปข้างหน้าอย่างไร...เพื่อให้ได้ชัยชนะแห่งเป้าหมาย ดันร่าง พรบ.ปรองดองไปสู่การบังคับใช้ และฝ่ากระแสคัดค้าน โดยปราศจากความสูญเสียและความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาล ภายใต้การนำของ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร"
แต่เกมในสภาด้วยเสียงข้างมากของ "ฝ่ายนิติบัญญัติ" บวกกับการใช้ "อำนาจรวบรัด" ของประธานสภาก็ทำให้รัฐบาล "ฝ่าวิกฤติ" ครั้งนี้ไปได้ เพราะหลังจากประชุม ประธานกรรมาธิการสามัญประจำสภา 35 คณะ มีมติ 22 ต่อ 1 เห็นว่าร่าง พรบ.ปรองดองแห่งชาติไม่ใช่ร่างกฎหมายว่าด้วยการเงิน
ทำให้ "สมศักดิ์" ตัดบทโดยไม่สนใจการประท้วงของสมาชิกฝ่ายค้านในห้องประชุม ได้ขอมติต่อที่ประชุมให้เลื่อนญัตติด่วนร่าง พรบ.ปรองดองหรือไม่ ปรากฏว่ามีผู้เห็นด้วยให้เลื่อนญัตติ 272 เสียง ไม่เห็นด้วย 2 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง และไม่ลงคะแนน 1 เสียง
จากนั้น "สมศักดิ์" สั่งปิดประชุมทันทีพร้อมนัดประชุมสภาร่าง พรบ.ปรองดองในวัน 1 มิถุนายน เวลา 09.30 น. ท่ามกลางความไม่พอใจของ "ฝ่ายค้าน" ที่พากันขว้างปาเอกสารการประชุมไปยังที่นั่งของ "สมศักดิ์"
การเดินหน้าดัน "ร่างพรบ.ปรองดอง" ของรัฐบาลถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเลือกเส้นทางเดินของรัฐบาล จึงต้องจับตาดูต่อไปว่าหากเลือกผิด จุดจบจะลงเอยเหมือนสมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลหรือไม่ คือมวลชน ลุกฮือ กดดัน ชุมนุมอย่างไม่มีที่สิ้นสุด สุดท้ายฝ่ายรัฐบาลเองก็ต้อง “รูดม่าน”
แต่หากเลือกเส้นทางใช้กำลังของ “มวลชนเสื้อแดง” ที่สนับสนุนรัฐบาลมาเป็นแนวกันชน เพื่อให้การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปรองดองไปได้อย่างสะดวกโยธิน สุดท้ายอาจมีมือที่สามยื่นมือมา “รูดม่าน” ให้รัฐบาลอีกเช่นกัน
แต่ไม่ว่าแต่ละฟากจะเลือกเส้นทางไหน สิ่งที่แน่ชัดที่สุด คือ “สภาผู้แทนราษฎรของประเทศไทย” ได้ถูกขึ้นบัญชีไว้เหมือนกับรัฐสภาต่างประเทศ ว่ามีเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทและนำไปสู่ความวุ่นวายและส่อเค้าร้าวอย่างรุนแรง
และมันเป็นเกียรติที่น่ายกย่องหรือ?
............
(หมายเหตุ : วิถีสภาไทย:วิถีแห่งความเสื่อม : ขยายปมร้อน โดย ขนิษฐา เทพจร สำนักข่าวเนชั่น)



