
อย่าให้บานปลาย
อย่าให้บานปลาย : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ.2555
เหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อเดือนเมษายน ต่อเนื่องเดือนพฤษภาคม ปี 2553 ซึ่งมวลชนคนเสื้อแดงเพิ่งจะจัดกิจกรรมรำลึกถึงความสูญเสียในครั้งนั้นไปเมื่อไม่มีกี่วันที่ผ่านมานี้เอง น่าจะเป็นเครื่องเตือนสติ เตือนใจคนไทยทุกผู้ทุกนามว่า ในภาวะวิกฤตินั้น ถ้าหากฝ่ายที่เผชิญหน้ากันอยู่มุ่งแต่จะเอาชนะคะคานโดยไม่คำถึงถึงผลเสียหายที่จะเกิดตามมาแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ โศกนาฏกรรมและบาดแผลกินลึกอันยากจะลบเลือนให้จางหายไปจากจิตใจของทุกๆ คนผู้ร่วมยุคสมัย ไม่ว่าจะสังกัดสี เลือกฝ่าย แบ่งข้างหรือไม่ก็ตาม
การนำเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติจำนวน 4 ฉบับ อันมีจุดมุ่งหมายนิรโทษกรรมแก่บุคคล กลุ่มบุคคลซึ่งได้รับผลกระทบนับตั้งแต่รัฐประหารปี 2549 ที่เคยวิเคราะห์คาดการณ์กันไว้ก่อนหน้านี้ คือชนวนที่จะนำไปสู่ความขัดแย้ง และการเผชิญหน้ากันอย่างรุนแรง ด้วยเงื่อนไขหลากหลายประการด้วยกัน โดยเฉพาะฝ่ายที่คัดค้านร่างกฎหมายที่ว่านี้ นอกจากจะเห็นว่า เอื้อประโยชน์คนเพียงไม่กี่คนแล้ว ยังเป็นการทำลายนิติรัฐ และสถาบันตุลาการให้ย่อยยับลงด้วยการย้อนกลับไปฉีกคำพิพากษาในอดีตทิ้ง
กระนั้นก็ตาม ต้องยอมรับความจริงประการหนึ่งถึงความจำเป็นที่จะต้องเร่งสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นโดยเร็วก็คือ ชาติบ้านเมืองมิอาจเดินหน้าต่อไปได้ ตราบเท่าที่ความขัดแย้งยังคงดำรงอยู่ในสังคมและนับว่ายิ่งจะขยายตัวออกไป หากแต่ถนนหนทางที่จะนำไปสู่ความปรองดองได้นั้น ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องผ่านกระบวนการอันเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายเสียก่อน ก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นตอนของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งเนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่มีส่วนได้เสียกับร่างกฎหมายสำคัญฉบับนี้แทบทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารอีกสถานะหนึ่งด้วย
เหตุการณ์ความวุ่นวายในรัฐสภาระหว่างการพิจารณาเลื่อนวาระร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติขึ้นมาเป็นเรื่องเร่งด่วน ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมในนามพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกดดันอยู่ภายนอก เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรถอนร่างกฎหมายฉบับนี้ออกไปนั้น ส่อแสดงให้เห็นว่า การเผชิญหน้าได้เกิดขึ้นแล้ว และความรุนแรงอันอาจนำไปสู่ความสูญเสียซ้ำรอยอดีตก็ไม่ใช่การวิเคราะห์ที่เลวร้ายเกินจริง
ไม่มีคำว่าสายเกินไปอย่างแน่นอน ถ้าหากว่าสังคมของเราทุกฝ่ายทุกเหล่ายังคงยึดมั่นในแนวทางสันติ ยึดประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ลดมานะทิฐิของตนลงเพื่อร่วมกันเสาะแสวงหาทางออกร่วมกันอย่างที่พี่น้องร่วมชาติพึงปฏิบัติต่อกัน นาทีนี้ แม้จะเห็นตรงกันว่า มีความจำเป็นต้องเรียกความสามัคคีน้ำหนึ่งใจเดียวกลับคืนมา ภายใต้การสร้างกระบวนการปรองดองให้เกิดขึ้น แต่เมื่อเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า กระบวนการได้มาซึ่งกฎหมายปรองดองนั้น ไม่เป็นที่ยอมรับของบางฝ่าย ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าหากยังแข็งขืนดึงดันต่อไป ก็รังแต่จะนำมาซึ่งความขัดแย้งและสูญเสีย
เช่นนี้แล้ว จึงน่าจะหยุดการกระทำที่เป็นการ "รวบรัด" ตัดความลงเสีย เพราะถึงอย่างไรก็ยังมองไม่เห็นความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องชักนำเอาชาติบ้านเมืองไปอยู่ตรงปากหุบเหวที่พร้อมจะพลัดตกลงสู่ความหายนะอีกวาระหนึ่ง เพื่อแลกกับกฎหมายปรองดองที่ไม่อาจยังประโยชน์แก่ทุกฝ่ายอย่างถ้วนทั่ว



