
ถึงยุคสภาสนามมวย
อืมม์...การประชุมสภาของผู้แทนราษฎร เรียกขานพวกเดียวกันเองว่า ผู้ทรงเกียรติจากพรรคนั้น จังหวัดโน้น ชาวบ้านฟังแล้วเอียน มีอาการคลื่นเหียน ก่อนหน้านั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว พร้อมกับการปรับพฤติกรรม
เดี๋ยวนี้เรียกกันเองว่า “ไอ้เอี้ย ไอ้สัตว์” ลั่นห้องประชุมสภา!
ชาวบ้านได้ยินแล้ว มีความปลื้มปีติมาก ตบเข่าฉาด ร้อง “เออ! ต้องเรียกกันอย่างนี้ ถึงจะสะท้อนให้ใกล้ความเป็นจริงหน่อย”
เรียกกันว่า “ท่านผู้ทรงเกียรติ” นั้นถือว่าฟุ่มเฟือย คนเรียกก็ฝืนใจ เพราะมีหลายครั้งคนที่ตัวเองอ้างถึงนั้นไร้เกียรติ แถมออกแนวผู้ทรงถ่อยด้วยซ้ำ ฮ่า!
คนถูกเรียกว่า “ท่านผู้ทรงเกียรติ” นั้นก็รู้ว่าคนเรียกก็ไม่จริงใจ ทำไปเพราะธรรมเนียมตามมรรยาท รู้ๆ กันอยู่ว่าเหม็นหน้ากันมานาน
เรียก “ไอ้เอี้ย ไอ้สัตว์” มันคุ้นหู เพราะพรรคพวก หรือชาวบ้านที่เกลียดชังก็ใช้คำนี้เรียกผู้แทนขายตัว ผู้แทนกะหรี่ ผู้แทนถ่อย รับจ้างยกมือแลกเงิน พายเรือให้โจรนั่ง มีพฤติกรรมเชลียร์คนร่ำรวย เห็นแล้วอยากอ้วกแตก
มี ส.ส. หลายสมัยบางครั้งลุกขึ้นเลียนายเงินในระยะประชิด แบบเผาขนด้วยซ้ำ กะว่าไม่ให้เหลือขนติดหน้าแข้ง และขนส่วนอื่นที่เหนือกว่านั้น
วันก่อน ผู้ทรงเกียรติอยู่ในสภาพของ “ไอ้เอี้ย ไอ้สัตว์” ในสภา โดยไม่ต้องอาศัยใครให้ยก หรือลดระดับ คราวนี้นอกจากสบถคำถ่อยใส่กัน ยังมีลูกถีบ เตะ ชก นัวเนีย กว่าคู่ทะเลาะจะถูกจับแยกออกจากกัน ก็มีคนกำไรขาดทุนแล้ว
รับรองได้ว่าวิวาทะด้านวาจาและการรักษารูปมวยต้องไม่เป็นครั้งสุดท้าย นัดล้างตาจะเกิดขึ้นอีกเมื่อไหร่ขึ้นอยู่กับความพร้อมในการหาเรื่องชวนทะเลาะ
วันพฤหัสที่ผ่านมาจึงเป็นวาระของการเปลี่ยนสภาเป็นเวทีมวยเกือบเต็มรูปแบบ ก่อนหน้านั้นเราเคยมี “สภาสนามม้า” เพื่อเลือกตัวแทนจากฝ่ายต่างๆ ไปทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ หลังจากวิกฤติการเมืองหลัง 14 ตุลาฯ
คราวนี้เป็นเหตุหลังสงกรานต์เลือด มีปรากฏการณ์กลุ่มคนเสื้อแดงเผาบ้าน เผาเมือง ก่อการจลาจล ก่อการร้าย ใช้รถแก๊สมาจอดในชุมชนดินแดง หวังเปลี่ยนให้ชาวบ้านย่านนั้นเป็นไก่ย่างโดยไม่เต็มใจ ใส่ร้ายป้ายสีกองทัพแบบหน้าด้าน
พวกผู้แทนเห็นการไล่ล่าฆ่าฟันในถนน คงอยากรับบทแบบนั้นเช่นกัน แล้วก็ประสบความสำเร็จเพราะการเขม่น เหม็นขี้หน้าและพฤติกรรมกันเป็นทุนเดิม
วันเกิดเรื่องผู้ทรงเกี๊ยะถกกันหลายเรื่อง แนวโน้มไม่สู้ดี เมื่อมีการลองของ ลูบคม กระตุกหนวด เหยียบจมูก แล้วลามปามไปเป็นการเหยียบหางกัน ฮ่า!
ในยามปกติ ในสภาจะมีจอมยียวนกวนประสาทและอวัยวะบางส่วนขอแสดงความคิดเห็น และหาเรื่องไปในตัว จากการแขวะก็ลามไปสู่การท้าทาย
ฝ่ายหนึ่งท้า อีกฝ่ายหนึ่งรับ มีปฏิกิริยาตอบสนอง ย่อมต้องมีการปะทะ! เข้าทำนอง “ลูกผู้ชายฆ่าได้ หยามไม่ได้” ว่างั้นเถอะ
วันนั้นจอมยียวนมีส่วนเริ่มปัญหา ทันทีที่จะเข้าสู่วาระการประชุม กลุ่มผู้แทนคนหนีคุก ได้ลุกขึ้นทักท้วงกรณีที่ประธานรัฐสภา ได้ให้รัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่างๆ พร้อมกัน อ้างว่าไม่ถูกต้อง ควรเสนอและพิจารณาทีละฉบับ
จอมยียวน อ้างว่าพวกตัวเองไม่เห็นด้วยกับการพิจารณารวมกัน 4 ญัตติ เพราะเป็นการเสนอญัตติซ้อนญัตติ ขอให้ประธานมีความสง่างาม ไม่อยากให้มีการส่งให้ศาลตีความ
จากนั้นก็เจื้อยแจ้วต่ออีกว่าที่ผ่านมานั้นประธานได้ผ่ากลางในการชิงปิดประชุมแล้วนัดประชุมใหม่ เป็นการลักไก่ จึงขอให้วินิจฉัยให้ชัดเจน ถ้าจะกู้เงินให้ประชาชนเป็นหนี้ช้าลง ก็ไม่เป็นไร พร้อมจะมาประชุมในวันจันทร์และวันอังคาร
จอมยียวนน่าจะรู้ว่าความต้องการให้ประธานมีความสง่างามนั้นเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญยิ่งกว่าหาบันไดปีนไต่ขึ้นสู่สวรรค์ เพราะเลยวัยหนุ่มมานานแล้ว
พูดแบบนี้ ถ้าหากประธานมองโลกในแง่ร้าย หาว่าเจตนาแซว เพราะประธานบกพร่องด้านความหล่อ สูงวัยกว่าสมาชิกทุกคน จะยุ่งกว่าเดิม!
จากนั้นก็มีเรื่องการนับองค์ประชุมซ้ำซาก ถือว่าเป็นพิธีกรรมจำเป็น ฆ่าเวลา เพราะปกติการอภิปรายก็หาสาระไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้นการนับองค์ประชุมจึงเป็นการท้าทายว่าฝ่ายใดแน่กว่า ก่อนหาเรื่องปะทะกันด้วยกำลังแทนการใช้สมอง
เป็นเรื่องจริงๆ เพราะคนพกหนวดใต้จมูกเสนอตัวว่าเป็นช่างนับ และสอดแนมดูพฤติกรรมว่ามีใครเสียบบัตรแทนกันบ้าง แต่ประธานไม่ยอม เพราะยังยัวะหลังจากถูกสงสัยด้านความสง่างาม จึงเตือนคนพกหนวดให้รักษามรรยาท
มีหรือไม่มี ไม่สำคัญ ขอให้แสดงอาการว่ารักษาไว้ ก็เพียงพอแล้ว!
อนิจจา! สายเกินไป มีนักบู๊ค่ายสะตอ ซึ่งหมั่นไส้คนพกหนวดมานาน กวักมือเรียกให้มาตรวจ และคนพกหนวดก็รับคำท้า เดินรี่เข้ามาขอตรวจการเสียบบัตร
ไม่ทันได้นับบัตร ก็ต้องนับหมัด นับถีบ นับเตะซะก่อน ยังไม่ทันได้สวนกลับ ก็ถูกจับแยก ใครได้กำไรหรือขาดทุน ก็ได้รู้ตามรายละเอียดข่าวแล้วนิ! อิอิอิ!!!



