
ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันแก้
ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันแก้ : บทบรรณาธิการประจำวันที่29พ.ค.2555
คนที่อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานครกำลังกลายเป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษที่ทั้งอดทนต่อสภาพอากาศที่เต็มไปด้วยมลภาวะ ต้องอดทนกับสภาพค่าครองชีพที่สูงลิบลิ่ว แล้วยังต้องคอยหลบภัยจากอันธพาลในคราบนักเรียนกันในทุกช่วงเวลาของการเดินทางไป-กลับสถานที่ทำงานเมื่อยามที่ต้องผ่านสถานศึกษาของเด็กอันตรายเหล่านั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยความจำเป็นอันเนื่องมาจากรายได้ไม่เพียงพอต่อการจ่ายให้แก่ค่าเดินทางประเภทอื่นที่ปลอดภัยกว่า
วันที่ 24 พฤษภาคม เกิดเหตุนักเรียนทะเลาะวิวาทมีผู้ได้รับบาดเจ็บซึ่งเป็นผู้โดยสารบนรถเมล์สาย 129 ที่บริเวณถนนสุขุมวิทขาเข้า ใกล้กับสถานีรถไฟบีทีเอสบางนา แขวงและเขตบางนา กทม. วันถัดมา คือ วันที่ 25 พฤษภาคม มีเหตุนักเรียนยิงกันบนรถประจำทาง สาย 131 เส้นทางมีนบุรี-หนองจอก แต่กระสุนพลาดถูกนายจักรพันธ์ โคตรจันทร์ อายุ 51 ปี คนขับรถเสียชีวิต เหตุเกิดบริเวณปากซอยเชื่อมสัมพันธ์ 21 ย่านหนองจอก จะเห็นได้ว่าเพียงแค่ 2 วันก็มีชาวบ้านที่ไม่เกี่ยวกับนักเรียนอันธพาลเหล่านั้นถึง 2 ราย ไม่นับรวมอาการหวาดผวาเพราะเกรงว่านักเรียนเหล่านั้นจะมาทำร้ายอีกต่างหาก
พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผบช.น. บอกว่า ได้สั่งการให้ตำรวจสอบสวนติดตามจับกุมมาดำเนินคดีแล้ว หลังจากนี้จะร่วมกับฝ่ายปกครองของโรงเรียน เข้าไปตรวจค้นตามล็อกเกอร์และตรวจค้นนักเรียนขณะที่ออกจากสถาบัน เพื่อไม่ให้มีการนำอาวุธติดตัวออกไปก่อเหตุอย่างที่เคยใช้วิธีนี้ได้ผลมาแล้ว นั่นก็อาจพอจะอุ่นใจได้บ้างหากตำรวจสามารถทำได้แบบนั้นและทางสถานศึกษาให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะที่ผ่านมาครู-อาจารย์บางสถานศึกษาครั้งหนึ่งก็เคยอยู่ในฐานะนักเรียน-นักศึกษาสถาบันนั้นๆ มาก่อน
ข้อมูลที่สำคัญมากๆ ประการหนึ่งที่ได้จากนักเรียน-นักศึกษาที่ตำรวจจะต้องไม่ละเลยก็คือ วันสำคัญของสถาบันการศึกษานั้นๆ รวมทั้งวันเปิดเทอม และวันปฐมนิเทศ ตามที่นักเรียนในรถเมล์สาย 129 ให้ปากคำว่ากำลังเดินทางไปปฐมนิเทศ เมื่อนักเรียนโรงเรียนคู่อริรู้ข่าวนี้จึงกรูกันออกมาจนมีการยิงปืนใส่รถเมล์ วันสำคัญเหล่านี้มักจะเกิดเหตุขึ้นเสมอ อาจจะเป็นเพราะเข้าใจไปว่านี่คือการเชิดชูเกียรติและศักดิ์ศรีของสถาบัน หรือสะสางบัญชีแค้นเก่า หรืออะไรก็ตามที นี่คือสิ่งที่บอกเหตุได้ว่า จะเกิดเรื่องเกิดความรุนแรงขึ้นได้
แต่จะให้ภาระเหล่านี้ตกหนักไปที่ตำรวจเพียงฝ่ายเดียวก็คงจะเป็นไปไม่ได้ ผู้ปกครองเองก็คงจะเป็นไปไม่ได้ที่จะไปนั่งเฝ้าลูกหลานถึงหน้าสถานศึกษาโดยละทิ้งการทำมาหากิน แต่ก็ต้องหมั่นอบรมสั่งสอนบุตรหลานของตน สิ่งที่ตำรวจจะต้องดึงความร่วมมือมาให้ได้ก็คือสถาบันการศึกษานั้นๆ โดยเฉพาะครู-อาจารย์ที่จะเป็นผู้ปรับทัศนคติของนักเรียน-นักศึกษาให้เดินไปในทางที่ถูกที่ควร ส่วนที่เหลือก็คงต้องเพิ่มกำลังตำรวจในช่วงเวลาเดินทางประจำตามป้ายรถเมล์ หน้าสถานศึกษา เพื่อป้องกันการทะเลาะวิวาทเพิ่มปัจจัยใหม่ขึ้นมาอีก ถ้าร่วมมือกันทุกฝ่ายอย่างเต็มที่แล้วปัญหานี้ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่โตอย่างทุกวันนี้



