คอลัมนิสต์

บทเรียนความล้มเหลวการปฏิรูปการศึกษา

บทเรียนความล้มเหลวการปฏิรูปการศึกษา

17 พ.ค. 2552

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง "ทิศทางและนโยบายของรัฐบาลต่อการปฏิรูปการศึกษารอบสอง" ยอมรับถึงความล้มเหลวของการปฏิรูปการศึกษาครั้งแรกซึ่งดำเนินมานานถึง 10 ปีเต็มแล้ว

เนื่องจากมัวแต่เน้นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายนอก จนละเลยประเด็นหลักอันเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูป ไม่ว่าจะเป็นการกระจายโอกาสทางการศึกษาอย่างมีคุณภาพ เป็นธรรม และทั่วถึง ตามข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้รัฐต้องจัดการศึกษาฟรีไม่น้อยกว่า 12 ปีให้ การดึงทุกภาคส่วนทั้งเอกชนและประชาสังคมให้มีส่วนร่วมสนับสนุนการจัดการศึกษา และการพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพมากขึ้นสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน

 นายกรัฐมนตรี ย้ำด้วยว่า การปฏิรูปรอบใหม่จะต้องไม่มัวเสียเวลามากเกินไปกับเรื่องประกอบรองๆ ลงไปอย่างเช่น การปรับเปลี่ยนโครงสร้างกระทรวง และการแก้ปัญหาความขัดแย้งต่างๆ อันเป็นผลตามมาจากการปรับโครงสร้าง จนทำให้การปฏิรูปไปได้ไม่ไกลเท่าที่คิด หรือบางครั้งก็เกิดหลงทาง เดินวนอยู่กับที่ แต่ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องจะต้องวิเคราะห์ให้แตกว่าปัญหาของการจัดการศึกษาที่แท้จริงคืออะไร อันจะมีผลต่อการจัดการศึกษาโดยตรง

 เราเห็นด้วยกับข้อเสนอแนะของนายอภิสิทธิ์ที่ให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องช่วยกันศึกษาบทเรียนความล้มเหลวจากการปฏิรูปรอบแรกเพื่อนำมาเป็นแนวทางการปฏิรูปการศึกษารอบ 2 โดยจะมุ่งเน้นไปที่คุณภาพการศึกษาเป็นหลัก ถือเป็นงานท้าทายครั้งสำคัญ เพราะการปรับเปลี่ยนจะต้องคลุมไปถึงการต้องปรับเปลี่ยนค่านิยมในสังคมด้วย โดยเฉพาะครู ผู้บริหารบุคลากรทางการศึกษาที่ยังขาดค่านิยมเรื่องการสร้างความรู้ให้ตัวเอง การสร้างผลงานวิชาการ ความซื่อตรงต่องานวิชาการ นอกเหนือจากการปรับเปลี่ยนค่านิยมว่าต้องมุ่งเข้ามหาวิทยาลัยจนเป็นปัญหาใหญ่ในการพัฒนาหลักสูตร ตลอดจนต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในด้านของการฝึกสอนให้นักเรียนรู้จักค้นคว้าหาความรู้ควบคู่ไปกับการมีคุณธรรม

 ที่สำคัญจะต้องมีการรณรงค์ให้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม หรือแม้กระทั่งโรงเรียนและครอบครัวมีความตื่นตัวที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปการศึกษาให้ประสบผลสำเร็จ ไม่ใช่ผลักภาระให้รัฐบาล โรงเรียน หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ขณะที่ภาครัฐเองจะต้องผ่อนคลายระบบรวมศูนย์อำนาจในการบริหารจัดการศึกษาลง ด้วยการเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นในการสร้างระบบการศึกษาที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น อันจะมีส่วนช่วยแก้ไขระบบการศึกษาที่ยังเหลื่อมล้ำกันอยู่มาก