คอลัมนิสต์

 กฎแห่งการทำลาย

กฎแห่งการทำลาย

25 พ.ค. 2555

กฎแห่งการทำลาย : กระดานความคิด โดยอัฮหมัด สมบูรณ์ บัวหลวง /[email protected]

              เมื่อมีความไม่สงบเกิดขึ้น ณ ที่แห่งใดในประเทศนี้ รัฐบาลและกลไกของรัฐจะมองและประเมินสถานการณ์เฉพาะปรากฏการณ์เพื่อมาพิจารณาเป็นหลัก แต่เมื่อไม่สามารถแก้ไขให้ลุล่วงได้มักจะโบ้ยกันไปมา โทษกลไกอื่นบ้าง กล่าวหาคนอื่นบ้าง หรือจะอ้างความเป็นไปของสิ่งที่ใหญ่ที่อยู่เหนือกว่าเช่นธรรมชาติบ้าง สถานการณ์การเคลื่อนไวในด้านต่างๆ ของโลกบ้าง มีน้อยมากหรือแทบจะกล่าวได้ว่าการหาเหตุหาผลค้นต้นตอและรากเหง้าของปัญหาอย่างจริงจังและเจาะลึกเพื่อการวางพื้นฐานการแก้ปัญหาในระยะยาวในการสร้างความยั่งยืนของการแก้ปัญหา เมื่อเป็นเช่นนี้ปัญหาเดิมที่เคยเกิดในอดีตก็จะเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก หากมีประเด็นอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ปัญหาและกระบวนการแก้จะสลับซับซ้อนและสับสนมากยิ่งขึ้น เฉกเช่นปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวคือเมื่อปัญหาพื้นฐานไม่ได้รับการแก้ไขตามห้วงเวลาที่เหมาะสมและจริงจัง ปัญหาความขัดแย้งยิ่งพอกพูนเป็นทวีคูณ

              จากเรื่องเล็กๆ ที่แก้กันง่ายๆ แต่ถูกละเลยมาอย่างยาวนานและเกิดซ้ำเกิดซากเช่นความแตกต่างเรื่องศาสนา อัตลักษณ์ วัฒนธรรม ภาษาประเพณีวิถีชีวิต  ซึ่งพื้นฐานเหล่านี้คือความเป็นตัวตนของคนท้องถิ่นไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน เมื่อมีประเด็นเรื่องความอยุติธรรม การดูถูกเหยียดหยาม ความไม่จริงจังในกระบวนการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่สอดรับบนพื้นฐานแห่งวิถีความเชื่อ เหล่านี้เสมือนหนึ่งรัฐกำลังบดขยี้ซ้ำเติมความแตกต่างให้รู้สึกแปลกแยก จนเกิดรอยร้าวระหว่างประชาชนกับรัฐมาก จึงไม่แปลกที่จะมีกลุ่มต่อต้านเกิดขึ้นเพื่อเรียกร้องศักดิ์ศรีความเป็นตัวตนให้เกิดขึ้นเฉกเช่นที่บรรพบุรุษเคยปกครองในอดีต การหาความดีงามในอดีตส่วนหนึ่งคือเรื่องของความเป็นมา ความรุ่งเรือง ความภูมิอกภูมิใจในสิ่งที่เคยมีและถูกถ่ายทอดมาตั้งแต่อดีตจากรุ่นสู่รุ่นคือประวัติศาสตร์ของชนชาติ ถึงแม้จะมีนักวิชาการมุสลิมบางสำนักจะไม่เน้นหนักเรื่องนี้(ประวัติศาสตร์)มากนัก โดยมีเหตุผลเรื่องศาสนาเป็นหลักชัยมากกว่าสิ่งอื่นใด แต่ทุกคนปฏิเสธรากเหง้าบรรพชนของตนเองไม่ได้เช่นกัน

              ถึงแม้กาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงมานับร้อยปี น่าจะทำให้ความอับเฉาทั้งปวงมันได้รับการแก้ไขไปมากแล้ว แต่ความรู้สึกที่ดีต่อการกระทำและการปฏิบัติจากกลไกรัฐก็ยังไม่สามารถเพิ่มพูนมากมายนัก ยิ่งมีกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นกับประชาชนคนมุสลิมในท้องถิ่นถูกกระทำด้วยความสงสัย หวาดระแวงและขาดความรอบคอบในกระบวนการสืบสวนสอบสวน ใช้อำนาจของ พรก.ฉุกเฉิน จนทำให้ประเด็นความไว้เนื้อเชื่อใจยิ่งบอบบางลงเป็นลำดับ

               กรณี 4 พี่น้องกำพร้าพ่อแม่ที่ต้องช่วยกันทำมาหาเลี้ยงตัวเองและส่งเสียน้องสาวคนเล็กที่เรียนเก่งและกำลังเรียนในระดับมหาวิทยาลัย  โดยพี่ชายคนโตและน้องชายคนที่สามเป็นชาวประมงพื้นบ้านออกหาปลาในทะเลหน้าบ้าน น้องชายคนที่สอง(อายุประมาณ 20 กว่าปี) ใช้เวลาตอนเช้าขายน้ำแข็งในหมู่บ้าน เมื่อพี่ชายคนโตและน้องชายคนที่สองกลับจากทะเลมีกุ้งหอยปูปลา เขา(คนที่สอง)จะนำสัตว์น้ำที่ได้ไปขายนอกหมู่บ้านเพราะจะได้ราคาที่ดีกว่า ขากลับจะซื้อปลาเพื่อมาทำเหยื่อลอบดักปูของครอบครัวต่อไป ความยากลำบากและการช่วยเหลือตนเอง ความรักใคร่ของสี่พี่น้องประชาชนในหมู่บ้านรู้ดี แต่วันดีคืนดีในขณะที่เขาไปขายปลาถูกเจ้าหน้าที่ทหารตรวจรถสามล้อเครื่อง(โชเล่)ของเขา แต่ไม่มีอะไรที่ผิดกฎหมายน่าสงสัย อยู่มาอีก 2-3 วันเจ้าหน้าที่จะไปเชิญเขาไปสอบสวน แต่ถูกเจ้าหน้าที่อาสาสมัครประจำอำเภอปรามไว้เพราะเกรงว่าจะเป็นเรื่องใหญ่โตในหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่อาสาสมัครจึงขออาสาไปรับและนำตัวไปยังค่ายทหารแห่งหนึ่งเพื่อตรวจสอบร่างกายอย่างละเอียดและปล่อยตัวกลับบ้าน

              การกระทำของเจ้าหน้าที่ได้กระทำตามกฎหมายเมื่อบริสุทธิ์ก็ได้รับการปฏิบัติเป็นอย่างดีและปล่อยตัวกลับอย่างปลอดภัย แต่...ความรู้สึกและความกังวลในความปลอดภัยในชีวิตของครอบครัวสี่พี่น้องที่เป็นชาวบ้านธรรมดาและค่อนข้างจะอ่อนไหวเช่นนี้ ทำให้พี่ชายห้ามไม่ให้น้องไปขายปลาเหมือนเดิม ยังคิดอยากจะส่งน้องชายไปทำงานที่อื่นและหวาดกลัวว่าหากมีเหตุการณ์ที่เลวร้ายในพื้นที่รัศมี น้องชายของเขาอาจจะถูกเป็นผู้สงสัยหรืออาจจะถูกฆ่าเอาชีวิตก็ได้ กรณีเล็กๆ ที่ไม่ใช่การปฏิบัติเกินเลยของเจ้าหน้าที่ก็ตาม แต่...การทำลายความมั่นคงในความรู้สึกของประชาชนต้องได้รับการแก้ไข อย่างน้อยการใช้ผู้นำชุมชน การปรึกษาหารือร่วมกับประชาชนให้ใกล้ชิดและมากขึ้น จะทำให้แนวร่วมภาคประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐมีและใช้ประโยชน์ได้มากมาย สงครามจะชนะก็ต่อเมื่อรัฐสามารถเข้าครองจิตใจของพลเมืองได้มากน้อยเพียงใดต่างหาก...มิใช่อาวุธหรือการคงไว้ซึ่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินอย่างที่เป็นอยู่