
ภูมิใจไทยกับบทลูกแมวของทักษิณ
ภูมิใจไทยกับบทลูกแมวของทักษิณ : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา
เรียกได้ว่าผ่านไปได้แบบไร้อุปสรรคขวากหนาม สำหรับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 วาระแรก ถึงจะมีตอนท้ายก่อนลงมติ ที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ เอาภาพมาแฉรายการ "กินกระสอบ" ของโครงการจำนำข้าวของรัฐบาลก็ตาม แต่ปฏิกิริยาจากรัฐบาลกลับเป็นว่า จะไปตรวจสอบเจอที่ไหนฟันไม่เลี้ยง
แต่การอภิปรายร่างกฎหมายงบประมาณหนนี้มีข้อน่าสังเกตว่า ฝ่ายค้านที่ "ค้าน-ตรวจสอบ" มีเพียงพรรคประชาธิปัตย์ พรรคร่วมฝ่ายค้านอันดับสองอย่างภูมิใจไทยกลับมีท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างเหลือเชื่อ
นั่นอาจเป็นเพราะ 2 กลุ่มใหญ่ในภูมิใจไทยได้บรรลุข้อตกลงใหม่ไปเรียบร้อยแล้ว
คงไม่ต้องเดาให้เมื่อยว่า 2 กลุ่มในภูมิใจไทยนั้นมีใครเป็นหัวเรือใหญ่
หนึ่งคือกลุ่มสุโขทัยของ สมศักดิ์ เทพสุทิน อีกหนึ่งคือ กลุ่มทุนใหญ่ในภูมิใจไทย ที่มี อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นคนนำทิศ
เรื่องที่ว่าจะไปหรือไม่ไปอี๋อ๋อกับพรรคเพื่อไทยและ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้น ไม่ใช่เพิ่งจะเกิดมาอีตอนพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณ
การทอดสะพานของทั้งสองฝ่ายมีขึ้นตั้งแต่ช่วงที่เกิดคดีความขึ้นกับบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ โน่นแล้ว
ตอนนั้นมีการประเมินสถานการณ์ว่า ถ้าหากภูมิใจไทยถูกยุบพรรคจะทำอย่างไรดี
ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมารองรับ ส.ส.ที่เหลือ ?
ย้ายไปซบกับพรรคประชาธิปัตย์ ?
หรือไปขอ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อย้ายไปซบพรรคเพื่อไทย ?
ทุกทางเลือกล้วนมีข้อดีข้อเสีย
ตั้งพรรคใหม่นั้นดีแน่ เพราะไม่ต้องไปยืมจมูกคนอื่นหายใจ แต่ก็ไม่อาจขยับไปไหนได้ ต้องจมจ่อมกับสถานภาพ "ฝ่ายค้าน" ไปจนกว่าจะครบเทอม หรือมีการยุบสภา
ย้ายไปรวมกับประชาธิปัตย์ ข้อดีก็คือ ประชาธิปัตย์มีจุดอ่อนที่ภาคอีสาน หากไปก็จะไปเสริมได้ แต่ปัญหาก็คือ ต้องไปลุ้นเอาว่าจะได้เป็นรัฐบาลหรือไม่ในวันที่มีการเลือกตั้ง
แต่หากขอ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปซบพรรคเพื่อไทย อันนี้น่าจะมีลุ้น
เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ เองก็ต้องการที่จะปรองดอง และต้องการ "ตัวเชื่อม" ไปในจุดที่เขาเอื้อมไม่ถึง
ตรงจุดนี้เองที่เป็นจุดแข็งของ 2 กลุ่มในภูมิใจไทย
เมื่อบรรลุผลการเจรจา รายชื่อ ส.ส.ที่จะย้ายออกไปยังสังกัดใหม่ก็ถูกส่งไปยัง พ.ต.ท.ทักษิณ
แน่นอนรายชื่อถูกหั่นออกไปเกือบครึ่ง หรือราวๆ 15 คน
ก็คงไม่ต้องไปเดากันอีกแหละว่ามีใครบ้าง เพราะชัดเจนว่า ซีก "บิ๊กเน" เนวิน ชิดชอบ ถูกขีดออก พร้อมกลุ่มส.ส.บุรีรัมย์
ที่ขีดเส้นใต้สองชั้นนี่ นอกจากเนวินแล้วคือ บุญจง วงศ์ไตรรัตน์, ศุภชัย ใจสมุทร
คิดข้อดีข้อร้ายแล้วถึงอย่างไรก็ยังดีกว่าสภาพที่เป็นอยู่กว่าเยอะ
ที่สำคัญเรื่องอย่างนี้ "บิ๊กเน" ก็น่าจะเข้าใจได้โดยไม่ต้องอธิบายความกันให้มาก
"ถ้าเราจะแพ้ก็ต้องแพ้ให้เป็น แพ้แล้วก็อยู่เงียบๆ เข้าไว้" บิ๊กเน ซึ่งในวันนี้ซึมซับกับเกมลูกหนังกลับบอกกับคนใกล้ชิดอย่างนั้น
ส่วนอนาคตของเนวินก็มีอยู่ 2 ทางคือ ตั้งพรรคใหม่ หรือไม่ก็มุ่งมั่นใช้ "ฟุตบอล" ล้างภาพลักษณ์ทางการเมือง ที่ภายหลังตีจาก พ.ต.ท.ทักษิณ เขากลายเป็นบุคคลที่บอบช้ำที่สุด เพราะถูกตราหน้าว่า "ทรยศ" ต่อนายใหญ่
ชัยชนะของทีมบุรีรัมย์ในศึกไทยพรีเมียร์ลีกจึงเป็นทั้งชัยชนะและอนาคตทางการเมืองของกลุ่มชิดชอบ
แต่เกมกีฬาไม่เหมือนเกมการเมือง
ฟุตบอลนั้นเมื่อแพ้ ก็ยังมีคนให้กำลังใจ มีกองเชียร์ที่ถึงอย่างไรก็ยังภักดี
แต่การเมืองไม่ใช่ !
ทางการเมืองนั้นไม่มีที่ว่างสำหรับผู้แพ้ ตรงนี้เนวินรู้ดี
ถึงแม้วันนี้พรรคภูมิใจไทยจะไม่ถูกยุบ แต่เมื่อมองสถานการณ์การเมืองแล้ว รัฐบาลยิ่งลักษณ์ทรุดเร็วกว่าที่คิด ความแตกแยกระหว่างคนเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทย กับ พ.ต.ท.ทักษิณ มาปรากฏรอยร้าว ก็น่าคิดว่า หากมีการเลือกตั้งขึ้นมา คงจะไม่มีพรรคไหนได้เสียงเด็ดขาดเพียงพรรคเดียว
พรรคประชาธิปัตย์นั้นไม่ต้องพูดถึง เมื่อโตในอีสานและเหนือไม่ได้ในวันนี้ก็ถือว่าได้มากแล้ว
นั่นก็น่าจะเป็นโอกาสให้แก่พรรคขนาดกลาง ที่เนวินดูจะได้เปรียบหากใช้ "ฟุตบอล" ทำงานให้ได้
ยุทธศาสตร์เอื้ออาทรอภิปรายหนุนรัฐบาลจึงเป็นยุทธศาสตร์ 2 ขา ที่น่าจะเข้าท่าที่สุดแล้วสำหรับภูมิใจไทยใน เวลานี้
..........
(หมายเหตุ : ภูมิใจไทยกับบทลูกแมวของทักษิณ : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา)



