
หมู่บ้านเสื้อแดงอำนาจรัฐซ้อนอำนาจรัฐ
หมู่บ้านเสื้อแดงอำนาจรัฐซ้อนอำนาจรัฐ : บทบรรณาธิการประจำวันที่19พ.ค.2555
เหตุการณ์คนร้ายลอบวางเพลิงศาลาประจำหมู่บ้านคนเสื้อแดงซึ่งตั้งอยู่ใน อ.จะนะ จ.สงขลา เมื่อเวลาประมาณตีสองของวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ส่งสัญญาณให้เห็นถึงความยากลำบากในการสร้างความปรองดองของรัฐบาลท่ามกลางการแบ่งขั้วแบ่งสีอย่างชัดเจนที่ค่อนข้างท้าทาย เพราะเกิดขึ้นคล้อยหลังจากนางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ไปเป็นประธานเปิดหมู่บ้านในพื้นที่เป็นแห่งที่สองเพียงแค่วันเดียว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจมุ่งปมกลุ่มการเมือง
แน่นอนประธานกลุ่ม นปช.ย่อมพุ่งเป้าไปที่ฝีมือกลุ่มจัดตั้งของนักการเมืองต่างขั้ว ที่ไม่มีความเข้าใจการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ถือเป็นวิธีการวิธีคิดของกลุ่มที่ล้าหลัง บ้าคลั่ง ทั้งที่เป็นสิทธิของประชาชน ไม่ใช่หมู่บ้านฝ่ายซ้าย เช่นเดียวกับนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ชื่นชมและการันตีในความเป็นหมู่บ้านส่งเสริมประชาธิปไตยปลอดยาเสพติด และอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่ได้ไปทำอะไรที่กระด้างกระเดื่องต่อรัฐ ก่อเกิดจากเสียงเรียกร้องของชาวบ้าน
แม้รัฐบาลไม่มีนโยบายจัดตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงและไม่มีสิทธิ์ไปห้าม แต่ต้องยอมรับว่ากลุ่มคนเสื้อแดงคือมวลชนอันทรงพลังของพรรคเพื่อไทย นั่นเท่ากับว่าเป็นการขยายฐานทางการเมืองจากเหนือ อีสาน กลางซึ่งอิ่มตัวแล้วไปยังภาคใต้ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไร แต่การก่อเกิดดังกล่าวได้สร้างความเคลือบแคลงในหลายเรื่อง ทั้งการใช้งบประมาณแผ่นดิน กลไกรัฐ ไปรับใช้พรรคการเมือง ด้วยการนำเรื่องของประชาธิปไตยและการแก้ไขปัญหายาเสพติดมาบังหน้า ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง อีกทั้งบุคคลสำคัญในรัฐบาลหลายคนมีชื่อในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการร่วมบรรยาย แจกประกาศนียบัตร ในกิจกรรมเปิดหมู่บ้าน "แดงทั้งแผ่นดิน"
ปฏิสัมพันธ์ทางการเมืองอันคลุมเครือเช่นนี้เป็นเรื่องที่พรรคเพื่อไทยและนปช.ต้องชี้แจงให้ทุกฝ่ายได้รับความกระจ่าง ว่าการจัดตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงกว่า 1 หมื่นแห่งที่ผ่านมา สังคมหรือส่วนรวมได้อะไรจากเหตุการณ์นี้บ้าง นอกจากเสียงอิจฉาจากบางฝ่ายหรือขั้วการเมืองตรงข้ามที่มองถึงงบประมาณในรูปแบบต่างๆ ที่ถูกจัดสรรลงในจังหวัดที่มีการจัดตั้งหมู่บ้านแดงน้อย จะได้งบประมาณน้อย กลายเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน นำไปสู่ความร้าวฉานของคนในพื้นที่
กระนั้นก็ดี ไม่ว่าเหตุเลวร้ายที่เกิดขึ้นจะเป็นฝีมือของใคร กลุ่มไหนก็ตาม แต่เปลวเพลิงที่ลุกไหม้ศาลาภายในหมู่บ้านคนเสื้อแดงที่ อ.จะนะ เป็นการใช้ความรุนแรงที่ไม่เหมาะสม ไม่เพียงจะส่งผลต่อการสูญเพียงแค่ทรัพย์สินอย่างเดียว แต่สะท้อนให้สังคมและคนทุกหมู่เหล่าได้ตระหนักและตั้งคำถามถึงเจตนารมณ์ในการจัดตั้งหมู่บ้าน จึงเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองต้องสืบสวนสอบสวนหาคนผิดมาลงโทษ อย่าให้เหตุการณ์นี้กลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว สร้างความร้าวฉานเกิดขึ้นในชาติ รัฐบาลควรตระหนักอย่าใช้อำนาจรัฐซ้อนอำนาจรัฐสร้างเงื่อนไขให้สังคม



