คอลัมนิสต์

ต้องทำให้โปร่งใส

ต้องทำให้โปร่งใส

18 พ.ค. 2555

ต้องทำให้โปร่งใส : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม 2555

              กรณีนางบุญเกิด อุ่นวงษ์ ร้องเรียนว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ จับกุมดำเนินคดีนายอานนท์  อุ่นวงษ์ ลูกชายในข้อหาทำร้ายร่างกายนั้นเป็นการจับผิดตัว เพราะคนที่ทำผิดในคดีดังกล่าวคือนายเอนก อุ่นวงษ์ ลูกชายอีกคนซึ่งเป็นแฝดผู้พี่ของนายอานนท์ กำลังจะพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะเมื่อเรื่องราวของแฝดพี่น้องสู่การรับรู้ของสาธารณะ ตำรวจก็ตกเป็นจำเลยของสังคมไปในทันที โทษฐานที่ทำงานบกพร่อง และมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เลยไปถึง "เนื้อใน" ของวงการตำรวจจากกรณีเดียวกัน แต่เมื่อปรากฏความจริงว่า นายอานนท์ แฝดผู้น้องเองก็ต้องคดีวิ่งราวทรัพย์ ซึ่งแม้จะได้รับการประกันตัวออกมาต่อสู้คดี แต่ก็ถูกตำรวจขออายัดตัวในอีกคดีหนึ่ง

              เมื่อเรื่องราวของนายอานนท์ถูกตีแผ่ออกมา ก็ดูเหมือนว่าตำรวจเจ้าของคดีทำร้ายร่างกายจะหายใจคล่องขึ้น เพราะเป็นการตอบคำถามข้อสังสัยอย่างหนึ่งว่า เหตุใดนายอานนท์จึงสมอ้างเป็นนายเอนกผู้พี่ ขณะที่ความปรารถนาของนางบุญเกิดที่จะให้ลูกคนรองพ้นจากการจองจำกลับลางเลือน และมีเค้าว่า ลูกชายทั้งสองของนางอาจได้รับโทษพร้อมกัน โดยที่ขณะนี้แลเห็นได้ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจให้ความสนใจกับการดำเนินคดีนายอานนท์เสียยิ่งกว่าจะทำให้เกิดความกระจ่างว่า ขั้นตอนการจับกุม การสอบสวน ส่งสำนวนให้อัยการ และฟ้องศาลดำเนินคดีนายอานนท์นั้นเป็นอย่างไร มีจุดบกพร่องตรงไหน และตำรวจจะนำเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้ไปปรับปรุงการทำงานของตนอย่างไร ซึ่งล้วนแต่เป็นการดำเนินการในเชิงสร้างสรรค์ทั้งสิ้น หาใช่การเอาชนะคะคานหรือว่าต้องการล้างแค้นเอาคืนนางบุญเกิดและลูกๆ แต่อย่างใด

              เป็นที่ทราบกันดีว่า สังคมของเราในยุคนี้ เป็นยุคข้อมูลข่าวสารซึ่งเดินทางผ่านเครือข่าย "เน็ตเวิร์ก" อย่างรวดเร็ว จนทำให้หลายๆ เรื่องราวถูกโหมกระหน่ำให้เป็น "กระแส" ความเชื่ออีกชุดหนึ่งขึ้นมาอยู่เหนือความจริงที่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยวิธีวิทยาศาสตร์ อย่างเช่น การสร้างชุดความเชื่อว่าด้วย "ถูกทั้งแผ่นดิน" ขึ้นมากลบกลืน "แพงทั้งแผ่นดิน" ถือเป็นตัวอย่างที่แลเห็นได้ใกล้มากที่สุด เมื่อเทียบเคียงกับกรณีจับแฝดผิดตัวแล้ว ก็จะได้สังเกตเห็นว่า ขณะนี้ "กระแส" ตีกลับกำลังถาโถมเข้าใส่สามแม่ลูก จนผู้คนทั่วไปหรือแม้แต่ตำรวจด้วยกันเองพากันลืมไปเสียแล้วว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีความจริงอยู่ 2 กรณี คือนอกจากนายอานนท์และนายเอนกเป็นผู้ต้องหาคดีอาญาแล้ว ตำรวจเองก็มีความผิดพลาดในขั้นตอนการจับนายอานนท์ด้วย

              ที่ผ่านมานั้น ตำรวจถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่เสมอๆ ว่าทำงานตามทิศทางลมหรืออำนาจอิทธิพลต่างๆ โดยเฉพาะแรงกดดันทางการเมือง จนทำให้สถาบันหลักของกระบวนการยุติธรรมแห่งนี้แกว่งไกวไปตามแรงกระพือ กรณีการจับผู้ต้องหาผิดตัวนั้นไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งแรก และเกิดขึ้นเฉพาะกับตำรวจไทยเท่านั้น หากแต่เป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้เสมอตราบเท่าที่ยังไม่มีเครื่องมืออื่นใดเข้ามาทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนแทนตำรวจได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดเรื่องขึ้นแล้ว ก็ใช่ว่าตำรวจจะทำเป็นลืมหรือมองข้ามความรับผิดชอบไปได้ ในทางกลับกันถ้าตำรวจได้ยืดอกยอมรับความผิดพลาด พิสูจน์ให้สังคมหมดความคลางแคลงใจ พร้อมๆ กับดำเนินการทางกฎหมายกับสองพี่น้องอย่างตรงไปตรงมาแล้ว ก็จะได้รับความชื่นชมตามมา