
ประชาธิปไตยต่างวัย
ประชาธิปไตยต่างวัย : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้สัมผัสความคิดความเห็นเกี่ยวกับประชาธิปไตยจากบุคคลต่างวัยต่างประสบการณ์ คนแรกคือ "หมอมิ้ง" นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ที่ให้สัมภาษณ์วอยซ์ทีวีแล้ว นสพ.คม ชัด ลึก ถอดความมาเผยแพร่ซ้ำอีกที
อีกคนหนึ่ง จักรภพ เพ็ญแข เขียนความในใจมาในรูปแบบจดหมายเรื่อง "มวลชนที่รัก" ในนิตยสารเรดพาวเวอร์ ฉบับล่าสุด
ทั้งคู่คิดเห็นตรงกัน 5 ปีที่ผ่านมา ประชาชนตื่นตัวครั้งใหญ่ ดั่งที่หมอมิ้งอธิบายไว้ว่า "คำว่าประชาธิปไตยกินได้ปรากฏเป็นเรื่องจริง และรู้ว่าสิ่งเหล่านี้ต้องมีส่วนร่วม จะเห็นว่ากิจกรรมทางการเมืองครั้งต่างๆ การออกมามีส่วนร่วมทางการเมืองค่อนข้างชัดเจน เพราะเขาคิดว่าสิ่งเหล่านี้มีผลเกี่ยวพันกับประชาชนโดยตรง"
"หมอมิ้ง" กับ "จักรภพ" มีประสบการณ์ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของภาคประชาชน ต่างยุคต่างวาระกัน
"ถ้าเทียบอายุผมตั้งแต่อายุ 20 ปี ถึงปัจจุบันถือว่า เป็นการเปลี่ยนครั้งใหญ่ สมัยก่อนนักศึกษาที่ต้องการประชาธิปไตยก็พยายามนำประชาธิปไตยสู่ประชาชน โดยการออกสู่ชนบท เพื่อให้ประชาชนตื่นตัว เรามีโปรแกรมเผยแพร่ประชาธิปไตยต่างๆ แต่ไม่เท่าทุกวันนี้ เพราะทุกวันนี้กลายเป็นบทเรียนจริง คือพัฒนาการตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 มีโอกาสให้เขามีส่วนร่วม มีเสรีภาพ มีโอกาสมากขึ้น เพื่อเป้าหมายของชีวิตที่ดีขึ้น"
อดีตเลขาธิการพรรคแนวร่วมมหิดลฯ ปี 2518 (พรรคนักศึกษาฝ่ายก้าวหน้าในมหาวิทยาลัยมหิดล) ได้เปรียบเทียบการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยสองยุค
"เดิมพูดเรื่องทฤษฎี วันนี้พูดจากประสบการณ์ขั้นต้นที่ได้รับจากตัวเอง...เสียงของพรรคเพื่อไทยที่ยืนพื้น ถ้าแบ่งปีกที่นิยมเพื่อไทย หรือไทยรักไทย แบบฮาร์ดคอร์ ไม่น่าเปลี่ยน ขณะที่ปีกกลางค่อยขยับค่อยเรียนรู้เข้าอีก...เราเคยพูดว่า ส.ส.ซื้อเสียง การเลือกตั้งที่ผ่านมา ประชาชนซื้อ ส.ส.แปลว่า นักการเมืองใดที่อยากไปอยู่พรรคอื่น ออกไปแล้วก็ต้องกลับมา เพราะนี่คือพรรคของฉัน ประชาชนเป็นเจ้าของพรรคแล้ว"
ขณะที่ "จักรภพ" เพิ่งก้าวเข้ามาสู่เวทีการเมืองภาคประชาชนเมื่อไม่นานมานี้ ก็ได้ข้อสรุปในอีกแบบหนึ่งที่ต่างจากหมอมิ้ง
"ประสบการณ์สามปีของผม สอนผมว่า ปัญหาใหญ่มิได้อยู่ที่ฝ่ายตรงข้าม แต่อยู่ที่เซลล์มะเร็งในเนื้อตัวของขบวนประชาธิปไตยเอง ผมพยายามปฏิบัติภารกิจตามความตั้งใจมาตั้งแต่วินาทีแรกที่ลงหลักปักฐาน แต่แล้วผมก็รู้รสของ "พวกเรา" แทรกตัวเข้ามาเป็นผู้นำหรือผู้สนับสนุนที่มิได้มีแนวทางเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองตามอุดมการณ์เลย คนเหล่านี้ใช้ศิลปะในทางการเมืองที่สูงส่งกว่าคนทั่วไป เนื่องจากเขามีคุณธรรมที่ต่ำกว่า ขับเคลื่อนมวลชนแบบเข้าเกียร์ว่างหรือถอยหลังเข้าคลองไปเรื่อยๆ แทนที่จะถนอมและประคองขบวนประชาธิปไตยให้เดินหน้าไปตามธรรมชาติ และนำการจัดตั้งตามอุดมการณ์และมีระบบที่ดีเข้ามาเสริม..."
อ่านข้อเขียนของจักรภพแล้ว ทำให้นึกถึง "คนรุ่นโน้น" ที่เปิดเวทีวิพากษ์วิจารณ์ "คนในขบวนการ" หนักบ้าง เบาบ้าง หลายคนเร่าร้อนจึงออกอาการเกรี้ยวกราดกับผู้อาวุโส ถึงขั้นสวมหมวก "ลัทธิฉวยโอกาส" หรือ "ลัทธิแก้"
แต่ผมพอเข้าใจอารมณ์แบบ "ซ้ายโรแมนติก" ของจักรภพ เพราะคนรุ่นโน้นส่วนมากก็เป็นแบบนี้แหละ
"เขายังต้องการประชาธิปไตยแบบที่เขาควบคุมได้ ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่มวลชนเข้ามาควบคุมและชี้นำเขา เขาเพียงต้องการให้กลุ่มพวกของตัวเองเข้ามาแทนกลุ่มเก่าที่เป็นเหลือบเบียดบังบ้านเมืองมาเนิ่นนาน โดยไม่ต้องการระบบการเมืองใดๆ"
คนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อยก็คิดเหมือนจักรภพ ความขัดแย้งภายในขบวนการสีเสื้อเดียวกันบนขบวนรถไฟสายประชาธิปไตยประชาชน
คนส่วนใหญ่ขอลงที่ป้ายรัฐสภา แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งอาจเดินทางต่อไปลงป้ายหน้า...ปลายทางที่วาดหวัง!



