
เรียนฟรีไม่มีจริง
เรียนฟรีไม่มีจริง: บทบรรณาธิการประจำวันที่14พ.ค.2555
นโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเขียนเอาไว้ว่า จะมุ่งสร้างโอกาสการศึกษา กระจายโอกาสในสังคมไทย โดยคำนึงถึงการสร้างความเสมอภาคและความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นแก่ประชาชนทุกกลุ่ม ซึ่งรวมถึงผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ ผู้บกพร่องทางกายและการเรียนรู้ รวมทั้งชนกลุ่มน้อย โดยส่งเสริมการให้ความรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาถึงแรกเกิดให้ได้รับการดูแลอย่างมีประสิทธิภาพทั้งแม่และเด็ก สนับสนุนการจัดการศึกษาตามวัย และพัฒนาการอย่างมีคุณภาพตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสอดคล้องกับแผนบริหารราชการแผ่นดินพ.ศ.2555-2558 ที่มุ่งเน้นให้คนไทยได้เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ ซึ่งจะพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาและการเรียนรู้ของคนไทย เพิ่มโอกาสทางการศึกษาและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนของสังคมในการบริหารและจัดการศึกษา
กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ รัฐบาลยังคงเดินหน้านโยบายเรียนฟรี 15 ปี ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 3 ขวบ (อ.1) ขึ้นไปจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 (ม.6) ตามที่รัฐบาลชุดก่อนเคยดำเนินการมา ซึ่งนับเนื่องจากนั้น มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์หรือแม้แต่คำบ่นจากบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองเสมอมาว่า "เรียนฟรีไม่มีจริง" นั่นก็เพราะว่า พวกเขายังคงต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินพิเศษต่างๆ นานาที่โรงเรียนเรียกเก็บทั้งโดยตรงและแอบแฝงในสารพัดรูปแบบและชื่อเรียกขานวิจิตรพิสดาร ไม่ว่าจะเป็นค่าบำรุงการศึกษา หรือแม้แต่ค่าสมาคมผู้กครอง แม้จะไม่มีคำว่าค่าเทอมและค่าอุปกรณ์การศึกษาอยู่เลย แต่เปิดเทอมครั้งใด ผู้ปกครองก็ต้องควักกระเป๋าจ่ายกันเป็นพัน เป็นหมื่น และบางรายอาจเป็นแสนทั้งโดยสมัครใจและจำใจ โดยที่ยังไม่รวมเอาค่าใช้จ่ายอื่นใดที่จ่ายกันอย่างลับๆ อีกต่างหาก
ตัวอย่างค่าใช้จ่ายของนักเรียนระดับม.1 โรงเรียนดังแห่งหนึ่งมีดังนี้ ค่าบำรุงการศึกษา 20,000 บาท ค่าสมาคมผู้ปกครอง 5,000 บาท ค่าอาหาร ประกันชีวิต และอื่นๆ 33,000 บาท ใส่ซองกิจกรรมพิเศษ 500 บาท ค่าชุดนักเรียน 5,000-6,000 บาท และค่าติวกับค่าเรียนพิเศษอีก 10,000 บาท-25,000 บาท รวมแล้วเป็นเงินก้อนโตที่ต้องจ่ายอยู่ในราว 75,300 ถึง 89,500 บาท ขณะที่ผู้ปกครองโรงเรียนซึ่งมีบุตรเรียนอยู่ชั้นม.5 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดเพชรบุรีบอกว่าต้องจ่ายค่าเทอม 6,000 บาท ค่าเดินทาง 4,000 บาท ค่าอาหาร 12,000 บาท ค่าอุปกรณ์การเรียน 3,000 บาท และค่าชุดนักเรียน 2,000 บาท รวมแล้วเป็นเงิน 27,000 บาท ซึ่งก็ถือว่าไม่น้อยเลยสำหรับครอบครัวที่สามีภรรยามีรายได้รวมกันเพียงเดือนละ 12,000 บาท ซึ่งต่างกับรายแรก แต่ทั้งหมดนี้ก็มีคำถามว่า พ่อแม่ผู้ปกครองจำเป็นต้องจ่ายเงินจำนวนมหาศาลดังที่ว่ามานี้หรือไม่
"เรียนฟรีไม่มีจริง" ได้รับการพิสูจน์มาแล้วหลายครั้งว่าเป็นจริงตามนั้น โดยเฉพาะเงินจำนวนมากที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องหมดไปกับ "ข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธ" เช่นค่าบำรุงการศึกษา ค่ากิจกรรมต่างๆ รวมทั้งค่าสมาคมผู้ปกครองนั้น ดูไปก็แทบไม่ต่างอะไรกับค่าแป๊ะเจี๊ยะที่ผู้บริหารโรงเรียนอาจขอรับการสนับสนุนจากพ่อแม่ผู้ปกครองแลกกับความมั่นใจว่า ลูกหลานของตนจะได้ที่นั่งเรียนในโรงเรียนดังหรือว่าอย่างน้อยก็ระดับกลางๆ อย่างแน่นอน โดยไม่ต้องไปลุ้นระทึกหรือทำให้ลูกต้องเจ็บช้ำระกำใจ เสียน้ำตาให้การสอบและจับสลากครั้งแล้วครั้งเล่า ดังกล่าวมานี้ คือการบ้านข้อแรกสำหรับรัฐบาลที่พึงจะต้องทำนโยบายการจัดการศึกษาให้เท่าเทียมเสมอภาคให้เป็นจริง เช่นการกระจายบุคลากรทางการศึกษาไปยังพื้นที่ต่างๆ อย่างทั่วถึง พร้อมกับการสนับสนุนงบประมาณสำหรับทุกกิจกรรมอย่างเป็นธรรม ที่สำคัญคือ ต้องหยุดระบบแป๊ะเจี๊ยะ ซึ่งเป็นรากเหง้าของการยื่น "ข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธ" ให้ได้โดยเร็ว



