
คุ้มจริงๆ
ก็เป็นอีกครั้งสำหรับข่าวคราวของอดีตนายกฯ ที่ตกเป็นผู้ต้องโทษจำคุก 2 ปี แต่หนีไปอยู่เมืองนอก ที่คราวนี้มีการยืนยันว่าไปร่วมเสนอชื่อเป็นหนึ่งในผู้ที่จะขอประมูลซื้อเกาะที่ชื่อ "สเวติ นิโกลา" ที่ถูกขนานนามว่า "ฮาวายของมอนเตเนโกร"
ไม่มีรายละเอียดว่า ทักษิณ ชินวัตร อยากได้เกาะนี้ไปทำอะไร นอกจากข้อสันนิษฐานว่า อาจจะเอาไปเป็นสะพานเชื่อมต่อเข้ายุโรป เพราะก่อนหน้านี้อังกฤษปฏิเสธวีซ่าของ ทักษิณ พร้อมกับกระแสข่าวว่า อายัดเงินแสนกว่าล้านที่ได้จากการขายสโมสรฟุตบอลแมนฯ ซิตี้
ถึงแม้ว่า ที่สุดแล้ว เกาะแห่งนี้จะราคาไม่ถึงพันล้านบาท แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่า ทักษิณ เอาเงินที่ไหนมาซื้อ
เพราะชัดเจนว่า เงินที่ทักษิณกิน-ใช้ในทุกวันนี้ ไม่เคยผ่านการตรวจสอบตามกระบวนการของกฎหมาย ป.ป.ช. อันเป็นกฎหมายที่ออกตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ฉบับที่คนในพรรคเพื่อไทย-เสื้อแดงเรียกร้องให้นำกลับมาใช้นั่นแหละ
ก็ไม่รู้จะเรียกร้องเอามาทำไม ในเมื่อบังคับใช้กับ อดีตนายกฯ ทักษิณ ยังไม่ได้เลย
แต่ก็นั่นแหละเอาเข้าจริงแล้ว ทักษิณ ก็ไม่รู้ว่าจะมีคุณสมบัติพอที่จะซื้อหามาครอบครองได้หรือไม่
เพราะเจ้าของเดิมที่มาประกาศขายชนิดที่เรียกว่า "ทิ้งความฝัน" อย่างนี้ ก็เพราะถูกทางการ มอนเตเนโกรเขาห้ามทำธุรกิจบนเกาะนี้ หลังจากเขาถูกตั้งข้อสงสัยว่า ค้าบุหรี่เถื่อน
ฝันของนักธุรกิจรายนี้วาดเอาไว้ว่า จะสร้างสะพานเชื่อมกับแผ่นดินใหญ่ สร้างโรงแรม วิลล่า ท่าเรือ และอะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่าง แต่ก็พังครืนเพียงเพราะตกเป็นผู้ต้องสงสัยค้าบุหรี่เถื่อน
ทักษิณ จะได้เกาะนี้หรือไม่ จึงอาจไม่ใช่แค่เพียงความใจถึงทุ่มเงินซื้อแข่งกับเศรษฐีจากชาติอื่น หากแต่ยังต้องลุ้นอีกรอบว่า การตกเป็นนักโทษหนีคุก 2 ปีในประเทศไทยนั้น มาตรฐานของมอนเตเนโกร เขาแคร์เรื่องแบบนี้มากน้อยเพียงใด
แต่ก็นั่นแหละ คนอย่าง ทักษิณ มีหรือจะไม่รู้ ไม่ประเมินในเรื่องอย่างนี้
เป้าหมายที่แท้จริงของ ทักษิณ อาจไม่ใช่การครอบครองเกาะ
เป้าหมายของ ทักษิณ อาจมุ่งหวังเพียงแค่การเป็น "ข่าว" ในสื่อต่างๆ ทั้งไทยและต่างประเทศ เพื่อตรึงความนิยม ความห่วงหาอาทรจากเมืองไทย
เพราะการเสนอตัวเข้าไปเป็นผู้ร่วมประมูลก็ไม่ได้ใช้เงินใช้ทองอะไรมากมายนัก หากเทียบกับทรัพย์สินที่ใครต่อใครเคยประเมินแล้วว่า ที่ซุกซ่อนพ้นสายตา ป.ป.ช. นั้นมีอีกน่าจะเกินหมื่นล้าน
เสียเงินเสียค่าธรรมเนียมแค่นั้น ต้องเรียกว่า คุ้มยิ่งกว่าจ่ายเงินจ่ายทองสร้างม็อบมาป่วนเมืองเสียอีก !
"ศรายุทธ สายคำมี"
[email protected]



