
รัฐบาลไทยทำอะไรไปบ้างเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
รัฐบาลไทยทำอะไรไปบ้างเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา : กระดานความคิด โดย พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์
ในฤดูร้อนที่โหดร้ายของเดือนเมษายนที่ผ่านมานั้น พรรคร่วมรัฐบาลยังรุกคืบหน้าไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญและการออก พรบ.ปรองดอง (นิรโทษกรรม) เพียงประเด็นเดียวโดยให้ความสนใจต่อการแก้ไขปัญหาอื่นๆ ของประเทศไม่มากนัก จึงส่งผลทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เริ่มเห็นได้ชัดเจนว่ารัฐบาลต้องการช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นหลัก มากกว่าการเข้ามาบริหารงานเพื่อประเทศชาติเป็นส่วนรวม
ดังนั้นตลอดเดือนเมษายนที่ผ่านมา รัฐบาลจึงเริ่มถูกกดดันมากขึ้น ทั้งจากการดำเนินงานของรัฐบาลเอง, จากการดำเนินงานของพรรคฝ่ายค้านและประชาชนบางกลุ่ม เพราะ
(1) นโยบายขึ้นค่าแรง 300 บาท ซึ่งในข้อเท็จจริงแล้ว แม้ลูกจ้างจะได้รับจริงแต่ก็เป็นตัวเลขรายได้เท่านั้น รายได้จริงๆ เกือบจะไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างไร ในขณะที่ค่าครองชีพกลับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นในสถานประกอบการบางแห่ง รายได้ของลูกจ้างกลับลดลงอีก เช่น นายจ้างยกเลิกการทำงานนอกเวลาแต่เข้มงวดผลผลิตในเวลาเพิ่มขึ้น โดยอ้างเรื่องการขึ้นค่าแรงต้องควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน, การลดจำนวนลูกจ้างลงเพื่อนำค่าจ้างมาเฉลี่ยเพิ่มให้ลูกจ้างที่ยังทำงานอยู่ ฯลฯ เรื่องเหล่านี้นอกจากจะทำให้ลูกจ้างต้องรับภาระทำงานเพิ่มขึ้นแล้ว สวัสดิการและ “ความสบายใจในการทำงานกลับลดลง” สถานที่ประกอบการหลายแห่งเก็บค่าเช่าหอพักในโรงงานเพิ่มขึ้น, ค่าน้ำ, ค่าไฟเพิ่มขึ้น ฯลฯ ส่วนสถานประกอบการขนาดใหญ่นอกจากเข้มงวดในการทำงานแล้ว ยังหันมาเพิ่มราคาสินค้าขึ้นมาอีกด้วย
(2) สินค้าอุปโภคบริโภคมีราคาแพงขึ้น ทั้งๆ ที่ราคาสินค้าหลักไม่ได้ขึ้นไปมากนัก บางอย่างก็ยังมีราคาอยู่เท่าเดิม เช่น ข้าว, น้ำมันพืช, เนื้อสัตว์ ฯลฯ แต่ผู้ประกอบการสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในหมวดอื่นๆ เช่น เครื่องปรุงรส, ผัก, ผลไม้, ยาสีฟัน ฯลฯ จำเป็นต้องขึ้นราคาหรือลดจำนวนสินค้าให้น้อยลง เพื่อนำไปชดเชยในการจ่ายเงินให้ลูกจ้าง รวมถึงภาระที่เกิดจากการเพิ่มค่าไฟ, ก๊าซ, ค่าขนส่ง ฯลฯ แม้รัฐบาลจะพยายามชะลอสถานการณ์ “แพงทั้งแผ่นดิน” ไม่ให้กระจายออกไปในวงกว้าง โดยจัดทำร้านอาหารจานด่วนหรือร้านธงฟ้า แต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ขายอาหารหรือจากประชาชนผู้บริโภค
(3) นโยบายแทรกแซงราคาสินค้าเกษตร ซึ่งล่าสุดรัฐบาลติดหนี้ ธ.ก.ส.อยู่หลายแสนล้านบาท เพราะสินค้าที่รับจำนำมาส่วนใหญ่เป็นการทำตามนโยบายที่ซื้อสูงกว่าความเป็นจริง และมีการทุจริตในขั้นตอนการซื้ออยู่หลายจุด โดยเฉพาะการประกันราคาข้าว จนทำให้รัฐบาลไม่สามารถส่งออกข้าวได้ตามปกติ เพราะราคาแพงกว่าข้าวประเทศอื่นๆ การส่งออกข้าวจึงมีจำนวนลดลงไปประมาณ 40% ทำให้ไม่มีเงินย้อนกลับมาคืน ธ.ก.ส. สินค้าบางตัวก็ทิ้งไว้ให้เสียหายไป เช่น หัวหอม เป็นต้น เป็นการใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยโดยไม่ได้อะไรตอบแทน นอกจากรักษาฐานเสียงไว้เท่านั้น
(4) ค่ารถไฟ, รถโดยสารและรถสองแถว, รถมินิบัส, รถจักรยานยนต์รับจ้างได้ทยอยขึ้นราคา โดยอ้างราคาน้ำมันเบนซินเป็นหลัก ทำให้ค่าใช้จ่ายของประชาชนต่อ 1 วันเพิ่มขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด
(5) โจรผู้ร้ายเพิ่มมากขึ้นเมื่อดูจากสถิติคดีอาญาต่างๆ รวมถึงการลอบสังหารบุคคลต่างๆ โดยมือปืนก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งสืบเนื่องมาจากปัญหาน้ำท่วม, ค่าแรงแพง, น้ำมันแพง และการไม่มุ่งมั่นใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกันนั่นเอง เช่น รถแท็กซี่ส่วนหนึ่งต้องซื้อเสื้อสีแดงติดไว้ในรถเพื่ออ้างกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเวลาถูกจับกุมว่าจะไปชุมนุมกับกลุ่ม นปช. ฯลฯ
จากเหตุการณ์ดังกล่าว ปฏิกิริยาของประชาชนในปัจจุบันจึงลดความเชื่อถือต่อรัฐบาลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในส่วนที่เคยลงคะแนนสนับสนุนพรรคเพื่อไทยจากความเบื่อพรรค ปชป. และการชื่นชอบในนโยบายที่พรรคเพื่อไทยโฆษณาออกมา คนกลุ่มนี้ไม่ใช่คนในกลุ่มเสื้อแดง ซึ่งมีมากกว่าครึ่งหนึ่งของคะแนนเสียงที่เคยสนับสนุนพรรคเพื่อไทย
คนกลุ่มนี้จึงพร้อมที่จะแสดงปฏิกิริยาให้พรรคเพื่อไทยรู้ถึงความไม่พอใจต่อพรรค ถ้ามีโอกาส แต่ที่ยังไม่ได้แสดงปฏิกิริยาชัดเจนเพราะแม้จะเริ่มไม่ชอบพรรคเพื่อไทยแล้ว แต่ก็ยังไม่ชอบใจพรรค ปชป. อยู่เช่นเดิม (เห็นว่าพรรค ปชป. ไม่คลุกลงไปแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง) อย่างไรก็ตาม ส่วนหนึ่งของกลุ่มบุคคลดังกล่าวก็ได้แสดงออกผ่านการเลือกตั้งแบบต่างๆ โดยไม่สนับสนุนเครือข่ายพรรคเพื่อไทยมาแล้วถึง 4 ครั้งติดต่อกัน (การเลือกตั้ง อบจ.นครราชสีมา, การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาลบ้านเชียง จ.อุดรธานี, การเลือกตั้ง ส.ส.และนายก อบจ.ที่ จ.ปทุมธานี) ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยแพ้มาตลอด ทั้งๆ ที่พื้นที่เหล่านี้เป็นพื้นที่คนเสื้อแดง ซึ่งเป็นผลมาจากกรณีที่ทางพรรคเพื่อไทยไม่ได้ประเมินไว้ โดยคิดว่าชัยชนะจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมานั้น มาจากเสียงสนับสนุนของคนเสื้อแดงเป็นส่วนใหญ่ ทั้งๆ ที่เสียงสนับสนุนส่วนใหญ่นั้นมาจากประชาชนทั่วไปที่นิยมในนโยบาย “ขี้โม้” ของพรรคเพื่อไทยนั่นเอง
สถานการณ์ทางการเมืองในเดือนหน้าจะทำให้เหตุการณ์ต่างๆ ชัดเจนขึ้น ถึงท่าทีของพรรคเพื่อไทยต่อการบริหารบ้านเมืองว่าจะดีขึ้นหรือทรุดลงไปอีก
เงินไม่ได้ช่วยอะไรประชาชนมากนักหรอกครับ ยิ่งรัฐบาลทุ่มเทเงินลงไปมากเท่าไร นักการเมืองทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น, ข้าราชการก็จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์นั้นเพิ่มขึ้น ส่วนประชาชนก็ยังเป็นประชาชนอยู่เช่นเดิม ที่ถูกนำไปอ้างอยู่ตลอดเวลาเพื่อประกอบการหาผลประโยชน์ของนักการเมืองและข้าราชการ



