คอลัมนิสต์

เยาวชนไทยพร้อมหรือยัง

เยาวชนไทยพร้อมหรือยัง

03 พ.ค. 2555

เยาวชนไทยพร้อมหรือยัง : บทบรรณาธิการประจำวันที่3พ.ค.2555

          เมื่อวันศุกร์ 27 เมษายน ที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้นั่งเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ  ครั้งที่ 1/2555 เป็นการประชุมในวาระเด็กและเยาวชนครั้งแรก มีประเด็นที่สำคัญคือ คำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่ากระทรวงศึกษาธิการไปจนถึงกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ไปจัดทำแผนเพิ่มศักยภาพทั้งระยะสั้นและระยะยาว ในการเตรียมความพร้อมให้เยาวชนไทยก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียง 3 ปีเท่านั้น เยาวชนในบ้านเราจำเป็นต้องปรับเพื่อให้เกิดความสอดรับกันทั้งด้านการศึกษา สังคมและครอบครัว ถึงแม้วัฒนธรรมจะแตกต่างกันบ้างก็ตาม

              ในแง่ของการศึกษา เยาวชนอาเซียน ยังมีอีกหลายประเด็นที่ประเทศไทยต้องทำความเข้าใจ และหาข้อตกลงร่วมกันให้ได้ทั้งระบบการเรียนการสอน การเปิดปิดภาคเรียนที่ต้องปรับเพื่อรองรับการไหลบ่าของแรงงานทุกระดับชั้นเข้าสู่ระบบธุรกิจของแต่ละประเทศ เนื้อหาวิชาเรียนที่ต้องมีทักษะเพื่อการแข่งขันให้สอดรับกับความต้องการของภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม การช่วงชิงแรงงานมีฝีมือที่จะทวีความรุนแรงขึ้นตามลำดับ
 
              หากมองในแง่ความพร้อมของเยาวชนไทย ยังมีความน่าเป็นห่วงอีกหลากหลายเรื่องที่รัฐบาลจะต้องเร่งแก้ไข ทั้งจากสภาวะสังคมที่ดูจะก้าวร้าวขึ้นตามลำดับไล่เรียงตั้งแต่ภาคการเมือง ที่เป็นแบบอย่างให้เยาวชนเห็นถึงความรุนแรง การใช้คนหมู่มากละเมิดกฎหมาย เมื่อเยาวชนเรียนรู้แบบอย่างที่ผิดของผู้ใหญ่ ย่อมเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการละเมิดกฎหมายอย่างกว้างขวาง อาชญากรรมที่ก่อขึ้นโดยเยาวชนมีแนวโน้มสูงจนน่ากลัว บวกกับปัญหาครอบครัวแตกร้าวที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้น ปัญหายาเสพติดที่เป็นภัยคุกคาม ความสลับซับซ้อนของสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนเกื้อหนุนให้เกิดวิธีคิดด้านลบ รัฐบาลพึงรู้ว่าไม่ใช่การเรียกประชุมสั่งการแล้วเป็นคำตอบ เพราะปัญหาเยาวชนบ้านเราไม่สามารถแก้ไขให้เบาลงในระยะเวลาอันสั้นได้

              ที่ผ่านมากว่า 6 เดือนรัฐบาลยังไม่ได้บริหารจัดการงานด้านสังคมให้เห็นเป็นรูปธรรมเด่นชัด หลายปัญหาถูกซุกอยู่ใต้พรม นักการเมืองทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านกลับมะรุมมะตุ้มด้วยเรื่องของคนคนเดียว การแก้ไขรัฐธรรมนูญ จ้องล้มองค์กรอิสระที่เป็นภัยคุกคามต่อฝ่ายการเมือง ขณะที่เยาวชนเองก็ไม่หวั่นเกรงต่อกฎหมาย แสดงออกให้เห็นเช่น แก๊งกวนเมือง ซิ่งรถอย่างคึกคะนองสร้างความเดือดร้อนไปทั่ว ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ก็ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงสานงานต่อได้ลำบาก หากนักการเมืองยังคงเร่งพัฒนาผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่างานพัฒนาประเทศ ฉะนั้นอีก 3 ปีข้างหน้าเด็กไทยอาจอยู่ล้าหลังประเทศในภูมิภาคนี้ไกลลิบ