
7จว.ได้ล่วงหน้า70จว.จ่ายล่วงหน้า
7จว.ได้ล่วงหน้า70จว.จ่ายล่วงหน้า : คอลัมน์ขยายปมร้อน : ศรุติ ศรุตา
"แนวคิดขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ไม่ต่างจากนโยบายรัฐที่ให้เกษตรกร-แท็กซี่ใช้บัตรเครดิต รูดวันนี้จ่ายวันหน้า ดูง่ายๆ แต่เสี่ยงหนี้เสีย แต่ค่าจ้างขั้นต่ำดูจะหนักกว่า เพราะรับล่วงหน้าปุ๊บก็จ่ายล่วงหน้าปั๊บ แถมคนที่ยังไม่ได้รับก็ต้องจ่ายไปด้วย"
นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท และเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท กลายเป็น "ทุกขลาภ" ของผู้ใช้แรงงานและมนุษย์เงินเดือนไปเรียบร้อยแล้ว
จากค่าครองชีพที่พุ่งแรงตามราคาพลังงานทำให้เงิน 300 บาทที่เพิ่มขึ้นใน 7 จังหวัดนำร่อง ก็เกิดอาการร่อแร่
ส่วนอีก 70 จังหวัดที่ยังไม่บังคับให้เพิ่ม ดูจะมีสภาพที่ย่ำแย่กว่า เพราะราคาอาหารเครื่องใช้จำเป็นพุ่งพรวดไปพอๆ กับจังหวัดที่เพิ่มค่าจ้างแล้ว
ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย บอกว่า 300 บาทที่ได้ไปนั้น หากเอาค่าครองชีพไปถ่วงดุล แท้จริงมีมูลค่าไม่ถึง 300 บาท
การปรับค่าจ้างขั้นต่ำเช่นนี้ จะทำให้ลูกจ้างจนลง
อาจารย์แล ดิลกวิทยรัตน์ นักเศรษฐศาสตร์แรงงาน บอกว่า การปรับเป็น 2 ขยัก เป็นความผิดพลาดที่น่าจะทำร้ายแรงงานมากกว่าช่วยให้มีอำนาจการซื้อสินค้า
7 จังหวัดนำร่องที่ปรับเป็นวันละ 300 บาท แต่สินค้าปรับขึ้นทั่วประเทศ
และเมื่อถึงคราวที่อีก 70 จังหวัดปรับอัตราค่าจ้างเป็น 300 บาท สินค้าก็จะปรับราคาขึ้นทั่วประเทศอีกครั้ง
เรื่องนี้ไม่รู้ว่ารัฐบาลไปเอาสูตรการปรับค่าแรงนี้มาจากไหน
จริงอยู่นายจ้างหลายแห่งอาจงอแง ขอเลื่อนขอเวลาปรับตัว และนายจ้างบางรายก็น่าเห็นใจจริงๆ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี ที่ยังเดินเซ หลังจากทรุดเพราะน้ำท่วมเมื่อปีที่แล้ว
การปรับค่าจ้างขั้นต่ำพรวดเดียว 40% เพื่อสนองนโยบายประชานิยม โดยไม่มองทั้งระบบ สร้างผลกระทบด้านลบมากกว่าด้านดี
รัฐบาลคิดเพียงแค่ว่า ขึ้นค่าจ้างล่วงหน้าไปจนถึงปี 2558 โดยคำนวณว่า แต่ละปีค่าจ้างจะเพิ่มขึ้นปีละ 15-20% น่าจะเป็นที่ถูกอกถูกใจได้คะแนนเสียง
วันนี้น่าจะพิสูจน์ได้ในระดับหนึ่งแล้วว่า สิ่งที่ได้คำนวณไว้ด้วยการเอาเงินในอนาคตมาใช้นั้นผิดมากกว่าถูก
เพราะวันนี้ราคาสินค้าต่างพากันวิ่งพรวดไปล่วงหน้าด้วยเช่นกัน
จึงทำให้การขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ยิ่งไปซ้ำเติมประชาชน
7 จังหวัดนำร่องได้ 300 แต่วันนี้ 70 จังหวัดจ่ายตามไปด้วย วันข้างหน้า 70 จังหวัดได้เพิ่ม แต่ทั้ง 77 จังหวัดจะต้องจ่ายเพิ่มอีกครั้งในราคาที่มากกว่าปี 2558
กระทรวงแรงงาน 1 ในเทวดา ของไตรภาคีที่มีเทวดา 3 องค์เป็นสัญลักษณ์ ออกมาแบะท่ายอมรับแล้วว่า ค่าครองชีพผันผวน คณะกรรมการค่าจ้างที่ประกอบด้วย ภาครัฐ ผู้ประกอบการและลูกจ้าง ก็อาจจะทบทวนในเรื่องค่าจ้าง
สายเกินไปไหม
ถ้าทบทวนจริงๆ ถามว่าใครซวย ถ้าไม่ใช่ลูกจ้าง เพราะราคาสินค้าเมื่อขึ้นไปแล้ว จะไปฟังเสียงคณะกรรมการค่าจ้างให้มันคันหูทำไม
ผู้ผลิตสินค้ารู้ไต๋กันอยู่ ไม่ว่ารัฐบาลไหนมาก็ไม่คิดที่จะคุมราคาสินค้ากันอยู่แล้ว
หลักการ "ทุนนิยมเสรี" คือสุดยอดรางวัลเป็นที่ปรารถนาของทุกรัฐบาล
ในขณะที่ 1 ใน 3 ของคณะกรรมการค่าจ้างแบะท่าว่าอาจทบทวนอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลับไปตอกย้ำความไม่รอบด้านในเรื่องนี้อีกครั้งบนเวทีวันแรงงาน
ย้ำว่าอีก 70 จังหวัดที่เหลือนั้น จะปรับให้เป็น 300 บาทเร็วที่สุด
แถมยังฝันอีกว่า เมื่อปรับเป็น 300 บาทต่อวันแล้ว บรรดาลูกจ้างทั้งหลายจะมีเงินเหลือเก็บ
ทั้งที่ในวันนี้ข้าวแกงจานละ 35 บาท รถไฟฟ้าไป-กลับสุดสาย วันละ 110 บาท คนที่มีเงินเดือน-รายได้เดือนละ หมื่นบาทต้นๆ ไม่มีโอกาสไปใช้บริการระบบขนส่งมวลชนอันทันสมัยและรวดเร็วตามเวลาเป๊ะๆ เพราะไม่มีปัญญาจ่าย
จริงอยู่อัตราค่าจ้างขั้นต่ำนั้นถูกกดและทำให้เข้าใจผิดว่า ต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตนเองได้ ทั้งที่ต่างบ้านต่างเมืองเขาคิดที่ว่าต้องเลี้ยงครอบครัวได้ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า การขึ้นค่าจ้างแบบล่วงหน้า 3 ปีแล้วจะทำให้เม็ดเงินในกระเป๋ามากขึ้น
แต่ในความเป็นจริงแล้ว 300 บาทที่ได้มานั้นมูลค่ากลับไม่ถึง 300 ซื้อของแทนที่จะได้มาก แต่กลับได้น้อย
ถ้าหากรัฐบาลจะช่วยลูกจ้างกันจริงๆ ก็ต้องคิดใหม่ให้มากกว่า รอบด้านกว่านี้ อ.แล บอกว่า ถ้าจะให้ก็ควรให้เป็นของที่จำเป็นโดยระบบสวัสดิการ ที่ลูกจ้างไม่ต้องใช้เงินซื้อ
เพราะใช้เงินเมื่อไหร่ค่าของเงินจะน้อยลงทันที
แนวคิดขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ไม่ต่างจากนโยบายรัฐที่ให้เกษตรกร-แท็กซี่ใช้บัตรเครดิต รูดวันนี้จ่ายวันหน้า ดูง่ายๆ แต่เสี่ยงหนี้เสีย แต่ค่าจ้างขั้นต่ำดูจะหนักกว่า เพราะรับล่วงหน้าปุ๊บก็จ่ายล่วงหน้าปั๊บ แถมคนที่ยังไม่ได้รับก็ต้องจ่ายไปด้วย
คิดง่ายแถมยังคิดไม่จบ !
......................
(หมายเหตุ : 7จว.ได้ล่วงหน้า70จว.จ่ายล่วงหน้า : คอลัมน์ขยายปมร้อน : ศรุติ ศรุตา)



