
จากประชานิยมสู่ประชาช้ำชอก
จากประชานิยมสู่ประชาช้ำชอก : บทบรรณาธิการประจำวันที่28เม.ย.2555
คนไทยส่วนหนึ่งอาจจะกำลังฝันหวานว่าบ้านเมืองที่ร้อนระอุมานานหลายปีกำลังจะกลับคืนสู่สภาวะปกติ อันจะทำให้เศรษฐกิจพลอยกระเตื้องตามไปด้วย เพราะปัญหาการเมืองที่เรื้อรังมานานได้คลี่คลายลงด้วยวิธีการเมืองแล้ว หลังจากน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้นำรองนายกรัฐมนตรี 3 คนไปรดน้ำดำหัวและขอพรจากพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ไม่ว่าจะเป็นเพราะมีความจริงใจต้องการทำตามประเพณีในวันสงกรานต์ที่จะต้องมีการรดน้ำผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ หรือเพราะมีการเมืองแอบแฝงอยู่ก็ตาม
แต่ในโลกแห่งความจริงก็คือการสร้างภาพไปรดน้ำดำหัวพล.อ.เปรมครั้งนี้คงยากจะทำให้ชีวิตของประชาชนดีขึ้นได้ ในเมื่อไม่ได้แก้ปัญหาตรงจุด เพราะในช่วงเดียวกันนี้รัฐบาลกลับประกาศกระชากค่าครองชีพให้สูงขึ้นไปอีกโดยไม่สนใจไยดีว่าประชาชนกำลังทุกข์ยากแสนสาหัสจากภาวะข้าวยากหมากแพงกันถ้วนหน้าอยู่แล้ว หลังจากราคาสินค้าต่างพร้อมใจกันปรับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะหมวดอาหาร ทั้งอาหารสดและอาหารสำเร็จรูป รวมไปถึงเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์นม ผักและผลไม้
คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กลับประกาศขึ้นค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (เอฟที) งวดพฤษภาคม-สิงหาคมในอัตรา 30 สตางค์ต่อหน่วย หนำซ้ำยังสำทับซ้ำว่ามีแนวโน้มว่าค่าเอฟทีในงวดต่อไปเดือนกันยายน-ธันวาคมจะปรับขึ้นอีก ขณะที่กระทรวงคมนาคมได้อนุมัติให้ปรับค่ารถประจำทางยกแผง โดยรถสองแถวเพิ่มเป็น 7 บาท มินิบัส 8 บาท บขส.-รถร่วม ขึ้น 0.04 สตางค์/กิโลเมตร โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคมนี้ เป็นต้นไป ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นผลมาจากราคาก๊าซธรรมชาติสูงขึ้น แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ทักท้วงว่าการขึ้นค่าขนส่ง และค่ารถโดยสารมาจากการบริหารนโยบายกองทุนน้ำมันและน้ำมันดีเซลผิดพลาด
ที่น่าสังเกตก็คือรัฐบาลประกาศขึ้นราคาพลังงานและค่าโดยสารโดยไม่ได้เตรียมมาตรการรองรับไว้ล่วงหน้า ว่าจะทำอย่างไรถึงจะให้ประชาชนเดือดร้อนน้อยที่สุด ทั้งๆ ที่ผลการสำรวจของหลายสำนักต่างชี้ตรงกันว่าประชาชนพร้อมยอมรับมาตรการขึ้นค่าครองชีพ เพียงแต่อยากให้รัฐบาลหามาตรการรองรับที่ดีกว่านี้ อย่าให้เหมือนกับที่เคยประกาศนโยบายประชานิยมแต่กลับกลายเป็นทำให้ประชาช้ำชอกกันถ้วนหน้า
บทเรียนจากอดีตทั้งในไทยและในหลายประเทศรวมไปถึงอินเดีย อาร์เจนตินา อดีตดาวรุ่งเศรษฐกิจช่วงเดียวกับที่ไทยประกาศจะเป็นเสือเศรษฐกิจตัวที่ 5 และกลุ่มประเทศตะวันออกกลางที่เพิ่งเกิดการปฏิวัติประชาชนล้มรัฐบาลทรราชย์เมื่อปีที่แล้ว ล้วนเป็นตัวอย่างที่ดีว่ารัฐบาลที่เคยมั่นใจในเสถียรภาพของตัวเองนั้น อาจจะล้มครืนในชั่วข้ามคืนถ้าหากละเลยปัญหาปากท้องของประชาชนจนนำมาซึ่งการประท้วง ตามด้วยความพ่ายแพ้อย่างยับเยินในการเลือกตั้ง เพียงเพราะประมาทในพลังของประชาชนซึ่งไม่ว่าในที่ใดและในยุคสมัยใด หากท้องของประชาชนว่างเปล่า เสถียรภาพของรัฐบาลก็อาจสั่นคลอนได้ง่ายๆ



