คอลัมนิสต์

ฐานการค้ายาเสพติด

ฐานการค้ายาเสพติด

26 เม.ย. 2555

ฐานการค้ายาเสพติด : บทบรรณาธิการประจำวันที่26เม.ย.2555

              การบุกเข้าค้นเรือนจำกลางจังหวัดนครศรีธรรมราช 2 รอบ โดยกรมราชทัณฑ์สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สามารถตรวจยึดของกลางเป็นโทรศัพท์มือถือได้กว่า 300 เครื่อง พบยาเสพติดประเภทยาบ้านับพันและรวมถึงยาไอซ์อีกจำนวนหนึ่ง ราวกับว่าเรือนจำเป็นร้านค้าโทรศัพท์มือถือและแหล่งผลิตยาเสพติดอยู่รวมกัน เหล่านี้สะท้อนถึงความหละหลวมของเจ้าหน้าที่ ยิ่งไปกว่านั้นจากข้อมูลกลับพบว่า มีผู้คุมภายในเรือนจำบางคนรู้เห็นและมีผลประโยชน์ร่วมกับบรรดานักโทษ จะเรียกว่า เป็นผู้ร่วมสนับสนุนก็คงไม่ผิด ขนาดผู้บัญชาการเรือนจำที่ถูกคำสั่งย้ายด่วนยังตัดพ้อว่าสู้อำนาจเงินไม่ได้ ย่อมหมายถึง รู้ระแคะระคายมาก่อนแล้วว่ามีการลักลอบนำสิ่งผิดกฎหมายเข้าไปภายใน

              การจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดที่ผ่านมาพบว่า ระดับสั่งการหรือตัวการใหญ่ล้วนถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำทั่วประเทศ การระบาดของยาเสพติดส่วนหนึ่งมาจากเครือข่ายที่เข้มแข็งในเรือนจำ ทำให้วงจรการค้าดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันมีการติดต่อสื่อสารจากเรือนจำไปถึงกลุ่มผู้ผลิตประเทศเพื่อนบ้านด้วย จากข้อมูลของผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช พบนักโทษหลายคนมีทรัพย์สินและเงินหมุนเวียนนับสิบล้านบาท แสดงว่าการสั่งยาจากเรือนจำไม่ได้ถูกจำกัด ยาเสพติดปริมาณมหาศาลที่พบภายใน อาจมีมากกว่าเอเย่นต์นอกกำแพงคุกด้วยซ้ำ คำถามคือ ยาบ้า ยาไอซ์ โทรศัพท์มือถือ มากมายผ่านเข้าไปได้อย่างไร ระบบตัดสัญญาณสื่อสารหรือการดักฟังโทรศัพท์ไม่ได้ทำทั้งๆ ที่ผู้บัญชาการเรือนจำก็มีข้อมูลอยู่

              ที่ผ่านมาราชทัณฑ์ถูกมองเป็นแดนสนธยา ข่าวสารภายใน ไม่มีใครรับอยู่ นอกจากคุมขังนักโทษแล้ว ยังคุมขังข้อมูลข่าวสารภายในอีกด้วย การจับกุมพ่อค้ายารายใหญ่มีการชัดทอดไปถึงนักโทษในเรือนจำเกือบทุกคดี ซึ่งบุคคลที่อ้างถึงก็เป็นขบวนการใหญ่ เครือข่ายครอบคลุมถึงแหล่งผลิตเกือบทั้งสิ้น แต่การสกัดกั้นที่ปลายเหตุย่อมทำไม่สำเร็จ ไม่ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายการปราบปรามดุดันอย่างไร แม้ในอดีตพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เคยใช้มาตรการตอบโต้แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน มีผู้คนล้มตายไปกว่า 2,500 ศพ เรียกว่าเป็นยุคมืดของพ่อค้ายา แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งขบวนการนี้ได้

              เมื่อกรมราชทัณฑ์ไม่สามารถควบคุมนักโทษหรือสกัดกั้นสิ่งผิดกฎหมายในเรือนจำได้ ก็ควรจะสังคายนากันใหม่ทั้งระบบ ไล่ตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงลงไปถึงผู้บัญชาการเรือนจำ ผู้คุมนักโทษ ที่มักบ่นกันว่าไม่เพียงพอ กฎระเบียบต่างๆ ที่วางไว้อย่างเข้มงวดก็ยังไม่สามารถหยุดพฤติกรรมนักโทษหรือผู้คุมบางคน บางกลุ่มได้ ดังนั้นยุทธศาสตร์การต่อสู้กับขบวนการค้ายาเสพติด จึงต้องทำกันอย่างครบวงจร ถึงตอนนี้คงปฏิเสธไม่ได้แล้วว่า คนที่ออกคำสั่งซื้อขายยาส่วนใหญ่มาจากเรือนจำ แม้ถูกจับกุมแต่เครือข่ายก็ยังไว้เนื้อเชื่อใจกันอยู่ ถ้าจะตัดท่อหายใจหรืออุดเส้นเลือดเพื่อให้วงจรเป็นอัมพาตก็ต้องเริ่มจากจุดนี้ด้วย เนื่องจากชัดเจนแล้วว่า เรือนจำคือฐานปฏิบัติการใหญ่ของขบวนค้ายา