
จับตา'สัญญาณปรองดอง'ไพร่-อำมาตย์
จับตา"สัญญาณปรองดอง"ไพร่-อำมาตย์ : ขยายปมร้อน โดย สมถวิล เทพสวัสดิ์
วาทกรรมคำว่า "ปรองดอง" ในขณะนี้เริ่มมีความชัดเจนเป็นรูปธรรมมากขึ้นจาก "สัญญาณ" ที่เริ่มปรากฏให้เห็นเป็นระยะ
โดยเฉพาะ "ป๋าเปรม" พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ได้ถูกยกเป็นตัวแทนของระบอบอำมาตย์ จึงตกเป็นเป้าโจมตีและมักถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นทางการเมืองจนเป็นที่มาของวลี "อำมาตย์-ไพร่"
ขณะที่ "คู่กรณี" พรรคเพื่อไทย ภายใต้ที่ปรึกษาใหญ่ "ทักษิณ ชินวัตร" โดยมี "กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ" (นปช.) เป็นกองหนุน
ดังนั้นเมื่อ "คู่ขัดแย้ง" ทางการเมืองมีความเคลื่อนไหวโดยทำ "กิจกรรม" ร่วมกันย่อมเป็นธรรมดาที่จะถูกสังคมจับจ้อง
โดยเฉพาะกิจกรรมในวันที่ 26 เมษายนนี้ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี จะนำรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะตัวแทนของ "คณะรัฐมนตรี"เข้ารดน้ำดำหัว "พล.อ.เปรม" ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ เนื่องในโอกาสเทศกาลสงกรานต์
ถือว่าข่าวครึกโครมและเป็นที่จับตาของหลายฝ่ายโดยเฉพาะ "กลุ่มคนเสื้อแดง" ที่ให้การสนับสนุนรัฐบาลพรรคเพื่อไทย
เพราะกระแส "ยิ่งลักษณ์" เข้ารดน้ำและขอพร "พล.อ.เปรม" ครั้งนี้เป็นที่สนใจมากกว่าข่าว "พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์" ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พี่ชายคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพ็ชร นำนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ เข้ารดน้ำและขอพรจาก "พล.อ.เปรม" เมื่อวันที่ 18 เมษายน ที่ผ่านมาด้วยซ้ำ
จะเห็นได้จากเว็บไซต์ "ไทยอีนิวส์" http://thaienews.blogspot.com ได้ทำแบบสำรวจความคิดเห็น โดยตั้งคำถามว่า "นายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะพา ครม.รดน้ำดำหัวขอพรป๋าเปรม 26 เม.ย." โดย ณ เวลา 14.45 น. เมื่อวันที่ 23 เมษายน ปรากฏผลโหวตพบว่า มีผู้คัดค้านเต็มที่ 55% (238 คน) ขณะที่เห็นด้วยมีเพียง 1% (31 คน) และเขาคงแค่ลับลวงพราง 37% (163 คน)
หากไล่เรียงจะเห็นถึงกิจกรรมที่ทำให้เกิดภาพความปรองดองที่ให้เห็นอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยจังหวะและโอกาสที่เอื้ออำนวยทำให้เกิดภาพที่เหมาะเจาะโดยที่ไม่ทำให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดถูกมองในแง่ลบหรือเป็นฝ่ายอ่อนข้อจนเสียแนวร่วม
สัญญาณคำว่า "ปรองดอง" สังเกตฝ่ายที่เห็นเด่นชัดมากที่สุดคือพฤติการณ์ของ "ทักษิณ ชินวัตร"!
เพราะหากดูจากพฤติการณ์ของ "ทักษิณ" แล้ว เชื่อว่าในใจลึกๆ มีความมั่นอกมั่นใจว่าถ้า "ปฏิบัติการปรองดอง" หากประสบความสำเร็จโอกาสในการเดินทางกลับบ้านเกิดมีความเป็นไปได้สูง
สังเกตจากคำพูดของ "ทักษิณ" เมื่อครั้งที่เดินทางไป "สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว" (ส.ป.ป.ลาว) พร้อมกับประกาศกับประชาชนคนเสื้อแดงที่เดินทางไปต้อนรับว่า
"พี่น้องครับ สงกรานต์ปีนี้ก็มีนิมิตหมายอันดีที่เราจะมีความสุขด้วยกันสักที 3-4 เดือน ข้างหน้าผมกลับมาแน่ พี่น้องชาวไทยจะมีความสุขทั่วหน้า ต่อจากนี้ไปจะไม่มีเหลืองแดง คนไทยเราจะหันหน้าเข้าหากัน ถ้าหากใครไม่ปรองดองผมก็ช่วยไม่ได้ ปีใหม่นี้ขอให้ทุกคนมีความร่ำรวยและมีความสุขด้วยกันเนื่องในวันสงกรานต์"
นั่นเป็นคำพูดของ "ทักษิณ" ก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์
แต่ "สัญญาณ" ที่ "ทักษิณ" ส่งผ่านไปยังพี่น้องคนเสื้อแดงที่ "ส.ป.ป.ลาว" ยังไม่ชัดเจนเท่ากับ "พฤติการณ์ที่ทักษิณแสดงออกบนเวทีเมืองเสียมราฐ กัมพูชา"
การที่ "ทักษิณ" และ "แกนนำคนเสื้อแดง" ส.ส.เพื่อไทยได้ร้องเพลง "Let it be" หรือที่ "ทักษิณ" แปลงเป็นภาษาไทยท่อนหนึ่งว่า “ช่างแม่มัน” บนเวทีปราศรัยกับมวลชนคนเสื้อแดงครั้งนั้น ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มตลอดเวลา อารมณ์ครึกครื้น รื่นรมย์ สบายอกสบายใจเหมือนเป็นเจ้าของโลกทั้งใบ
นั่นหมายความว่า "ทักษิณ" ย่อมมีความในใจหรือสัญญาณบางอย่างที่ทำให้ "ปลื้มสุดๆ" แต่ไม่สามารถบอกใครได้ จึงแสดงออกมาทาง "อารมณ์เพลง"
ระหว่างที่อยู่กัมพูชา "ทักษิณ" ได้สะสางปัญหาความขัดแย้งภายในพรรค นอกพรรค โดยเรียกกลุ่มก๊วนต่างๆ เข้าพบเพื่อเคลียร์ปัญหาให้จบ
จากนั้นก็ให้สัมภาษณ์สื่อ เพื่อต้องการสื่อไปยังกลุ่มคนเสื้อแดงบางคนที่เริ่มไม่พอใจกระบวนการปรองดองของรัฐบาล พร้อมกับยกตัวอย่างกรณีของแม่ของ น.ส.กมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาที่เสียชีวิตระหว่างสลายชุมนุมราชประสงค์
โดยบอกว่า "แม้แต่แม่ของ น.ส.กมนเกด แม้ยังไม่หายโกรธที่ลูกถูกทหารยิง และไม่อยากให้มีนิรโทษกรรม ก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่เราต้องฟังประโยชน์ส่วนใหญ่และให้ส่วนน้อยยอมเสียสละ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าเรื่องปรองดองจะเกิดขึ้นได้ภายในปีนี้ น่าจะเกิดขึ้น เพราะรู้สึกลึกๆ แต่ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น เพราะนั่งทางในไม่เป็น แต่อยู่ในการเมืองมานาน มีสิ่งบอกเหตุก็พอจะเดาได้”
ขณะที่ "กลุ่มคนเสื้อแดง" โดยเฉพาะ "ผู้สูญเสีย" ไม่พอใจกับแนวคิดการปรองดองของรัฐบาล แม้ว่ารัฐบาลจะมีการจ่ายเงินชดเชยเยียวยาให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบในบางรายที่ได้รับถึง 7.75 ล้านบาทก็ตาม
โดย "ผู้สูญเสีย" ต้องการทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกับ 91 ศพ และให้นำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้
จุดนี้ถือว่ารัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย "พลาด" การปรองดองโดยข้ามขั้นตอนไม่ยึดหลักนิติรัฐ เพราะหวังว่า "เงินชดเชย" จะเยียวยา "จิตใจ" ของผู้สูญเสียได้
การเดินหน้ากระบวนการ "ปรองดอง" ของรัฐบาลคงเดินหน้าต่อไป แม้กลุ่มต่อต้านที่เคยสนับสนุนรัฐบาลจะออกมาเคลื่อนไหวบ้าง แต่ก็ทำได้แค่เชิงสัญลักษณ์เท่านั้น
เพราะสุดท้าย "อำนาจ" เบ็ดเสร็จเด็ดขาดต่างรู้กันดีว่าอยู่ในมือใคร?
.............
(หมายเหตุ : จับตา"สัญญาณปรองดอง"ไพร่-อำมาตย์ : ขยายปมร้อน โดย สมถวิล เทพสวัสดิ์)



