คอลัมนิสต์

ตำรวจจราจรกับความไม่ปลอดภัยบนถนน

ตำรวจจราจรกับความไม่ปลอดภัยบนถนน

25 เม.ย. 2555

ตำรวจจราจรกับความไม่ปลอดภัยบนถนน : โลกตำรวจ โดย ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข

                “ใครสั่งให้ซุก” ผู้กำกับสถานีตำรวจพูดอย่างมีอารมณ์โดยท้าทายให้สืบหาตัวผู้สั่งให้จัดทำข้อมูลสถิติอุบัติเหตุช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา เมื่อถูกตั้งคำถามถึงตัวเลขสถิติการเกิดอุบัติเหตุ การบาดเจ็บ และการเสียชีวิตที่ไม่ตรงกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ รวมถึงข้อกังขาว่าจำนวนการตายของคนไทยกลางถนนในห้วงเวลาที่รัฐบาลประกาศให้เป็นวันหยุดเพื่อให้คนไทยได้เดินทางกลับไปยังภูมิลำเนาเพื่อรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ในครอบครัว ในชุมชนตามประเพณีอันดีงามของไทย กลับกลายเป็นห้วงเวลาที่ไม่ได้สร้างความสุขและเป็นสิ่งที่หลายๆ ฝ่ายเริ่มตั้งข้อสังเกตให้ทบทวนวิธีคิดและยุทธศาสตร์การทำงาน
 
               “เราจะปล่อยให้คนไทยต้องตายแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน” นายตำรวจตั้งคำถามภายหลังจากยุติที่จะพูดถึงข้อมูลสถิติที่ไม่น่าเชื่อถือโดยทิ้งโจทย์คำถามให้ผู้เกี่ยวข้องไปหาคำตอบถึงสาเหตุเบื้องลึกเบื้องหลังการจัดทำและการนำเสนอข้อมูลเหล่านั้น
 
               “อุบัติเหตุเกิดขึ้นกี่รายตายกี่รายเจ็บกี่รายส่วนใหญ่เกิดจากเมาไม่สวมหมวกเป็นรถจักรยานยนต์เกิดมากในถนนสายรอง พูดมากี่ปีแล้วกี่รอบแล้ว พูดเพื่ออะไร ผมว่าประชาชนเขาก็เบื่อแล้วนะ เขาอยากฟังว่าคุณจะทำอะไรให้เขาปลอดภัยมากขึ้นมากกว่า นอกเหนือจากการรณรงค์ให้ประชาชนต้องป้องกันตัวเองแล้ว คุณทำอะไรกันบ้าง”
 
               งบประมาณจำนวนไม่น้อยที่ลงทุนไปกับการดำเนินการตามมาตรการต่างๆ โดยมุ่งหวังให้การบาดเจ็บและการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรลดน้อยลงนั้น เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับผลที่เกิดขึ้นดั่งสถิติที่เปิดเผยออกมาอย่างเป็นทางการถึงแม้ว่าจะมีข้อกังขาเรื่องความเชื่อถือได้ของข้อมูลจากหลายๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องนั้นก็ยังแสดงให้เห็นว่า “สอบไม่ผ่าน”
 
               “เอะอะก็โทษตำรวจ คิดได้แต่ว่าให้ตำรวจบังคับใช้กฎหมาย มีใครมาช่วยตำรวจบ้าง” นายตำรวจระบายความในใจถึงปัญหาอุปสรรคในการทำงานแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุโดยมีทัศนะว่าการมุ่งมาที่การให้ตำรวจบังคับใช้กฎหมายเป็นการดำเนินการปลายทางที่สายเกินไป และไม่ได้ทำให้เกิดประสิทธิภาพมากนัก “เขาไม่คิดจะหากลยุทธ์อื่นเลยหรือ นอกเหนือจากการรณรงค์และการบังคับใช้กฎหมาย?” ตำรวจไม่ได้ถามแต่ทำหน้าที่อธิบายเพิ่มเติมว่า
 
               “เขาใช้ยุทธศาสตร์ 5 เสาหลักตามอย่างสหประชาชาติมีการบริหารจัดการที่ดี การจัดให้มีถนนที่ปลอดภัย ประชาชนใช้ยานพาหนะที่ปลอดภัย พฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนของผู้ขับขี่ปลอดภัย และมีระบบการดูแลภายหลังการเกิดเหตุที่มีประสิทธิภาพ” ทันทีที่นายตำรวจพูดเสร็จทุกคนถามพร้อมกันว่า “แล้วทำอะไรได้ผลบ้าง?”
 
               ประชาชนและผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องอยากรู้คำตอบไม่แตกต่างจากตำรวจว่า การบริหารจัดการเพื่ออำนวยความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนของผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบนั้นมีกระบวนการอย่างไร จำนวนคนตายกลางถนนจำนวนมากและเพิ่มมากขึ้นนั้นคือบทสะท้อนให้เห็นประสิทธิภาพในการทำงานในส่วนนี้หรือไม่? การที่รัฐบาลประกาศให้อุบัติเหตุทางถนนเป็นวาระแห่งชาติแต่กลับมีผลงานเชิงประจักษ์ในลักษณะเช่นนี้...หน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องจะมีการทบทวนปรับปรุง เปลี่ยนแปลงบทบาท นโยบายและกลยุทธ์ในการดำเนินงานอย่างไร หรือว่าจะปล่อยให้กลไกและกระบวนการทำงานดำรงอยู่เช่นนี้ต่อไป?
 
               การปล่อยให้คนไทยต้องตายกลางถนนมากขึ้นเป็นรูปธรรมของความล้มเหลวในการทำงาน ที่ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบหลักควรเปิดใจ ทบทวนปรับรื้อโครงสร้าง รวมถึงทบทวนกระบวนทัพในการทำงานด้านนี้
 
               “เกือบ 400 ชีวิตที่ตายบนถนนในห้วงเวลาเพียง 7วัน ใครควรจะต้องรับผิดชอบ?”
 
               คนไทยตายจากอุบัติเหตุจราจรสูงกว่าคดีอาชญากรรมถึง 4 เท่า แต่ปัญหานี้รัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐกลับให้ความสนใจและความสำคัญน้อยกว่าที่ควรจะเป็นเพราะอะไร? นอกเหนือจากการมุ่งเน้นให้ประชาชนสร้างวินัยในการขับขี่โดยการสั่งการให้ตำรวจจับ จับ แล้วก็จับโดยเฉพาะอย่างยิ่งจับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ไม่สวมหมวกแล้วนั้น รัฐและผู้เกี่ยวข้องได้มีส่วนในการสร้างเสริมความปลอดภัยในเชิงโครงสร้างให้แก่ประชาชนมากน้อยเพียงใด? ประชาชนคนไทยได้ใช้ถนนที่ถูกสร้างโดยการคำนึงถึงความปลอดภัยมากน้อยเพียงใด? คนไทยมียานพาหนะที่ปลอดภัย สะดวก และราคาเหมาะสมมากน้อยเพียงใด? หรือว่าการอำนวยความปลอดภัยทางถนนแบบไทยๆ ก็ทำได้เพียงการบังคับให้คนไทยขับขี่รถอย่างปลอดภัย และบังคับให้ตำรวจบังคับใช้กฎหมายกับผู้ขับขี่อย่างเข้มงวดแต่เพียงเท่านั้น?
 
               อย่าลืมว่ารถจักรยานยนต์เท่านั้นที่คนไทยจนๆ จำนวนมากสามารถซื้อได้ และถึงอย่างไรรถจักรยานยนต์ก็ไม่ใช่ยานยนต์ที่ปลอดภัยเมื่อจำเป็นต้องวิ่งบนถนนที่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นอย่างปลอดภัย แถมซ้ำยังต้องเผชิญกับการเรียกตรวจแทบนับไม่ถ้วนจากตำรวจอีก...อย่างนี้ใครรักตำรวจจราจรก็ถือว่าเพี้ยนแล้ว!