คอลัมนิสต์

ไม่ตื่นตูมแต่ไม่ประมาท

ไม่ตื่นตูมแต่ไม่ประมาท

21 เม.ย. 2555

ไม่ตื่นตูมแต่ไม่ประมาท : บทบรรณาธิการประจำวันที่21เม.ย.2555

            เหตุแผ่นดินไหวตามด้วยอาฟเตอร์ช็อกหลายระลอกที่ จ.ภูเก็ต นับตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน เป็นต้นมา แม้จะเป็นเพียงแผ่นดินไหวเล็กๆแค่ระดับ 3-4  ริกเตอร์เมื่อเทียบกับข่าวแผ่นดินไหวในต่างประเทศซึ่งมักจะรุนแรงกว่านี้มาก แต่การที่ชาวภูเก็ตไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อน หนำซ้ำยังเหมือนกับถูกปล่อยเกาะเพราะไม่มีข้อมูลข่าวสารหรือคำแนะนำว่าควรจะทำอย่างไรเมื่อเกิดแผ่นดินไหวขึ้น จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ชาวภูเก็ตจะตื่นตระหนกและรู้สึกเครียด บางคนมีอาการตกใจตัวสั่น จนถึงขั้นนอนไม่หลับ ไม่กล้าเข้าบ้าน บางรายจำเป็นต้องให้ยาคลายเครียดและยานอนหลับ
 
             ความเครียดของชาวภูเก็ตแทนที่จะลดลงกลับสูงขึ้นไปอีก เมื่อหน่วยงานภาครัฐต่างให้ความเห็นไปคนละทิศคนละทาง โดย น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ ผอ.ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ (ศภช.) พยายามปลอบใจโดยยกความรู้ด้านธรณีวิทยามาอ้างว่าเป็นเรื่องปกติทางธรรมชาติของเปลือกโลกที่ลึกลงไปหลายร้อยกิโลเมตร ประชาชนจึงไม่ควรจะตื่นตระหนกแต่ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ตรงข้ามกับนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รมว.มหาดไทย กลับประกาศให้ จ.ภูเก็ต เป็น "เขตภัยพิบัติ" พร้อมกับแถลงว่าเตรียมใช้งบฉุกเฉินที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจใช้จังหวัดละ 50 ล้านบาทมารับมือกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้น
 
             เพราะความไม่ลงรอยกันของหน่วยงานที่รับผิดชอบ จึงไม่เป็นเรื่องแปลกประหลาดใดที่จะมีสารพัดข่าวลือร่อนสะพัดทั่วเกาะภูเก็ต โดยเฉพาะการแจกใบปลิว  2 ฉบับ มีข้อความคล้ายกัน นั่นก็คือเตือนให้ประชาชนรีบหนีออกจากเกาะภูเก็ตในวันที่ 28 เมษายน เนื่องจากเกาะภูเก็ตจะจมลงในทะเลเพราะภัยธรรมชาติ ซึ่งยิ่งซ้ำเติมชาวภูเก็ตให้ยิ่งตื่นตระหนกมากขึ้น แม้ว่าศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติจะยืนยันว่าแผ่นดินไหวที่ภูเก็ตเป็นเรื่องที่อาจเกิดได้นานๆ ครั้ง ไม่มีความรุนแรงขนาดทำลายสิ่งก่อสร้าง หรือทำความเสียหายมากมายอะไรนักก็ตาม
 
             ถึงแม้ว่าแผ่นดินไหวจะเป็นเรื่องป้องกันไม่ได้ แต่เราเชื่อว่าสามารถควบคุมความเสียหายได้ ถ้าหากมีการจัดเตรียมมาตรการป้องกันและรับมือแต่เนิ่นๆ ไม่ใช่แค่พูดปลอบใจ อาทิ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอกย้ำว่าคนไทยยังขาดความรู้เรื่องการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติเกือบทุกประเภท ไม่ใช่แต่เฉพาะแผ่นดินไหว ดินถล่ม น้ำท่วม ฯลฯ แม้ว่าคนไทยจะได้ชื่อว่ามีและใช้เทคโนโลยีสื่อสารทันสมัยโดยเฉพาะเครือข่ายสังคม เช่นทวิตเตอร์และเฟซบุ๊กแต่ก็ยังพึ่งพาประโยชน์ได้น้อยมาก ในส่วนของการแนะนำวิธีการเอาตัวรอดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ
 
             จึงเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จะต้องอุดจุดอ่อนทุกด้าน รวมไปถึงการเร่งจัดทำและเผยแพร่คู่มือการรับมือและการเอาตัวรอดอย่างเป็นระบบแบบเดียวกับที่มีการซ้อมหนีภัยสึนามิ ซึ่งแม้จะได้ผลไม่เต็มร้อย แต่อย่างน้อยก็พอจะทำให้คนไทยรู้ว่าควรจะทำอะไรบ้างเมื่อภัยธรรมชาติมาถึงตัว แทนที่จะเป็นตาบอดคลำช้างอย่างเช่นในเวลานี้