
ละคร-การเมือง
ผมก็เป็นแฟนละครโทรทัศน์เรื่อง ดงผู้ดี ที่เพิ่งจบไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ถึงเนื้อหาละครของเรื่องนี้ยังเวียนวนอยู่กับเรื่องความอิจฉาริษยา แย่งชิงมรดก แย่งชิงผู้ชาย
มีนางเอกที่ใสซื่อบริสุทธิ์ เปี่ยมไปด้วยจิตใจที่แสนจะดีงาม มีพระเอกเป็นนักการทูตที่รูปหล่อ ร่ำรวย เป็นนักเรียนนอก มีนางร้ายแสนสวย ที่ตอหลดตอแหลเป็นไฟแลบ วันๆ หมกมุ่นอยู่แต่เรื่องเลวร้าย มีพ่อที่ไม่ทำงานทำการอะไรและเอาแต่เข้าใจผิดแม่จนจงเกลียดจงชังมาถึงลูก มีตัวละครฝ่ายธรรมะที่แทบจะเป็นนางฟ้าในเทพนิยาย มีเหตุการณ์ที่ทำให้นางเอกผู้น่าสงสารต้องโดนย่ำยีบีฑาตลอดเรื่อง เรียกได้ว่าครบสูตรละครน้ำเน่าทุกประการ
แต่เดชะบุญคุณพระช่วยที่ละครเรื่องนี้กำกับการแสดงโดย คุณพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ซึ่งถนัดในเรื่องบีบอารมณ์และบีบน้ำตาทั้งผู้แสดงและผู้ชมประกอบกับบรรยากาศที่มีรสนิยม จึงทำให้ “ดงผู้ดี” ดูนุ่มและเนียน ไม่กรี๊ดกร๊าดเหมือนละครในแนวนี้ทั่วๆ ไป
จะเรียกว่า คุณพงษ์พัฒน์ เป็นเครื่องกรอง ที่ทำน้ำเน่าให้ดูสะอาดสะอ้านขึ้นก็คงได้
ผมไม่ได้ดูละครโทรทัศน์มานานเอาการ ย้อนนึกกลับไป ก็คงตั้งแต่สมัยที่ คุณฉัตรชัย เปล่งพานิช แสดงเป็น คุณชายพจน์ ในละครเรื่อง “ปริศนา” และร้องเพลงที่ขึ้นต้นว่า “หากฉันเพ่งมองตาเธอให้ลึกหน่อย...” หรือตอนที่ คุณพงษ์พัฒน์ แสดงเป็นพระเอกคู่กับ คุณบุญพิทักษ์ จิตกระจ่าง ในเรื่อง “ขอให้รักเรานั้นนิรันดร” โน่นแน่ะครับ ยิ่งสมัยนี้ที่ละครโทรทัศน์สร้างกันง่ายๆ คิดกันง่ายๆ ตั้งแต่ชื่อเรื่อง เนื้อเรื่อง บทละคร ฉาก ตัวละคร ฯลฯ ผมก็เลยเลิกดูละครไปโดยปริยาย
สาเหตุประการสำคัญที่ผมกลับมาดูละครเรื่อง “ดงผู้ดี” ก็เพราะผมเซ็งการเมืองบ้านเราทุกวันนี้ ที่เน่ายิ่งกว่าละครโทรทัศน์ นอกจากเรื่องเดิมๆ บทเก่าๆ แล้ว ผู้แสดงทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ก็ยังตีบทกันไม่ค่อยแตก แสดงกันไปคนละทางสองทาง แย่งบทกันบ้าง ลืมบทของตัวเองบ้าง หรือไม่ก็คอยแต่เงี่ยหูฟังคนบอกบทข้างฉาก
ที่สำคัญก็คืออะไรที่มีอยู่ในละครโทรทัศน์ ก็มีอยู่ในการเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นตัวพระ ตัวนาง ตัวโกง นางร้าย นางอิจฉา รวมทั้ง ความเจ้าเล่ห์เพทุบาย การโกหกมดเท็จอย่างหน้าด้านๆ การทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตนต้องการ การใส่ร้ายป้ายสี ตลบตะแลง แต่สิ่งที่ดีของละครโทรทัศน์ก็คือ เราสามารถอ่านตอนต่อไปและทราบตอนจบล่วงหน้าได้จากหนังสือเฉพาะกิจหรือหนังสือพิมพ์รายวัน แต่การเมืองนั้นจะต้องติดตามกันวันต่อวันและไม่อาจคาดเดาตอนจบได้
ผมออกจะเสียดายว่า การเมืองไทยเวลานี้ขาดผู้กำกับมือดี ที่จะทำให้เรื่องน้ำเน่าน่าดูน่าชมขึ้นอย่างละครเรื่อง “ดงผู้ดี” จะหวังพึ่งคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ก็ดูท่าว่าท่านจะถนัดเรื่องบู๊ ประเภท “คมแฝก” หรือ “มหาหิน” เสียมากกว่า
ผมยังคิดเล่นๆ ว่าละครการเมืองในตอนนี้ ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ทำให้ดีๆ ขายความน่ารักน่าสงสาร แบบนางเอกเรื่อง “ดงผู้ดี” ไม่มัวแต่ต่อปากต่อคำกับนางร้ายนางอิจฉา เหมือนละครหน้าตลาด และอดทนอดกลั้นเอาชนะความชั่วด้วยความดี ก็คงจะเรียกร้องความเห็นอกเห็นใจจากประชาชนได้อีกมากมาย
เผลอๆ ต่อไปอาจมีคนทึกทักเรียกท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ ว่า “อาสยาม” ก็ได้นะครับ



