
เตรียมรับมือภัยพิบัติ
เตรียมรับมือภัยพิบัติ : บทบรรณาธิการ คม ชัด ลึก
ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างรุนแรงและน่าหวาดกลัว หลังจากล่าสุดเกิดเหตุแผ่นดินไหวใน อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ขนาด 4.3 ริกเตอร์ โดยก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่วันก็เกิดอยู่ใกล้กับเกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย ความรุนแรงถึง 8.6 ริกเตอร์มาแล้ว และมีการเตือนภัยสึนามิในทันที แม้คลื่นที่พัดเข้าฝั่งทะเลอันดามันจะไม่ใหญ่พอที่ก่อให้เกิดความเสียหาย แต่พี่น้องในภาคใต้ฝั่งตะวันตก ต้องเริ่มตระหนักถึงภัยซึ่งไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า แม้แต่ศูนย์เฝ้าระวังแผ่นดินไหวทั่วโลกหรือเครื่องมือที่ว่ากันว่าทันสมัยที่สุดก็ยังพยากรณ์เหตุดังกล่าวไม่ได้ ดังนั้นสิ่งที่ประชาชนต้องเฝ้าติดตามเพียงอย่างเดียวคือ ข้อมูลจากศูนย์เตือนภัยของทางราชการและเครือข่ายโซเชียลมีเดียเพื่อเตรียมความพร้อมในการอพยพทันทีที่มีเหตุ
ประเทศไทยต้องตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงสืบเนื่องมาจาก จุดที่เกิดแผ่นดินไหวใกล้วงแหวนแห่งไฟอย่างอินโดนีเซีย อยู่ใกล้กับบ้านเรา ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงรวมทั้งประเทศใกล้เคียงอื่นๆ ด้วย หากเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ จะต้องรับไปเต็มๆ แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ของไทยหรือทั่วโลกที่ศึกษาเรื่องนี้ก็ยังไม่แน่ใจในสมมุติฐานที่มีอยู่ซึ่งเชื่อกันว่า แผ่นดินไหวแต่ละครั้งจะต้องเก็บสะสมพลังงานนับ 100 ปี กว่าจะกลับมาสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อข้อมูลทางวิทยาศาสตร์คลาดเคลื่อนโอกาสที่ภัยพิบัติจะเกิดขึ้นย่อมเป็นไปได้ตลอดเวลา ยังมีแผ่นดินไหวขนาดเล็กที่อาจสร้างความเสียหายกับบ้านเราและที่สำคัญคือ ระบบการแจ้งเตือนที่มีอยู่ในขณะนี้ไม่สามารถจับความสั่นไหวที่ต่ำกว่า 4.5 ริกเตอร์ได้ กรณี จ.ภูเก็ต จึงควรนำมาศึกษาอย่างถี่ถ้วน
ศ.ดร.ปณิธาน ลักคุนะประสิทธิ์ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านวิศวกรรมแผ่นดินไหวฯ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้คาดการณ์ไว้อย่างแม่นยำว่า แผ่นดินไหว 8.6 ริกเตอร์ เมื่อวันที่ 11 เมษายน ที่ผ่านมาจะส่งผลต่อ 13 รอยเลื่อนในประเทศไทยที่พร้อมขยายตัวออกทันทีเมื่อได้รับแรงสั่นจากแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นบนแผ่นเปลือกโลกใกล้กับอินโดนีเซียและหมู่เกาะนิโคบาร์ เหตุการณ์ที่จ.ภูเก็ต ก็สืบเนื่องมาจากเหตุเดียวกัน ที่แม้รอยเลื่อนจะยังไม่มีสัญญาณบอกเหตุแต่ทั้งหมดยังคงสะสมพลังงานอยู่ น่าสนใจตรงที่เมื่อนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ แผนรับมือกับภัยพิบัติ จึงต้องรีบดำเนินการอย่างเร่งด่วนและมีการซักซ้อมอยู่ตลอดเวลา
ปัญหาหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องภัยพิบัติ มีกระจายอยู่ตามกระทรวงต่างๆ แม้ในทางปฏิบัติสามารถบูรณาการกันได้ แต่อำนาจในการสั่งการยังไม่ชัดเจนคือไม่มีเจ้าภาพ สิ่งสำคัญต้องมีการรวมศูนย์ มีอำนาจตัดสินใจได้ตามกฎหมายและรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาด้วยหากเกิดความผิดพลาด รวมถึงการวางแผนในอนาคตไม่ว่า การวางผังเมือง การก่อสร้างอาคารสูง พื้นที่รองรับฉุกเฉินหรือแม้แต่วิธีปฏิบัติหากเกิดแผ่นดินไหว ทั้งจังหวัดทางฝั่งทะเลอันดามัน หรือเขตภาคเหนืออย่าง จ.เชียงใหม่ ที่มีอาคารสูงแถมมีรอยเลื่อนอยู่ใกล้เคียงด้วย เพราะหากเราประมาทไม่มีแผนรองรับทั้งระยะสั้นและระยะยาวแล้วล่ะก็ ประเทศไทยอาจพบกับพิบัติภัยครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
.................
(หมายเหตุ : เตรียมรับมือภัยพิบัติ : บทบรรณาธิการ คม ชัด ลึก)



