คอลัมนิสต์

โชคเคราะห์คนชายแดน

โชคเคราะห์คนชายแดน

18 เม.ย. 2555

โชคเคราะห์คนชายแดน : คอลัมน์มนุษย์สองหน้า : แคน สาริกา

          ถ้ายังจำกันได้ หลังสงกรานต์ปีที่แล้ว หรืองาน "เยี่ยมเยือนตาเมือนเดือนเมษา" ผ่านไปไม่ถึงสัปดาห์ ทหารเขมรเปิดฉากยิงทหารไทยบริเวณปราสาทตาควาย ใกล้กับปราสาทตาเมือน

          การสู้รบหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ และขยายวงมาถึงปราสาทตาเมือนธม ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่หลายตำบลของ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ต้องอพยพหนีเหตุความไม่สงบบริเวณชายแดนมาอยู่ในศูนย์อพยพที่มีอยู่กว่า 20 แห่ง

          นับตั้งแต่ "สงครามเขมร 4 ฝ่าย" ยุติลง ก็ไม่มีภาพผู้อพยพหนีภัยสงครามตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จวบจนถึงปีที่ผ่านมา ภาพเก่าๆเหล่านั้น มันหลอนจิตใจคนชายแดนอยู่ไม่น้อย

          ดีที่สมรภูมิปราสาทตาควาย-ตาเมือนเป็น "สงครามการเมือง" ไม่ใช่ "สงครามอุดมการณ์" เหมือนยุคเขมรแดงครองพนมเปญ หรือยุคเวียดนามอุ้มเขมรเฮงสัมริน การสู้รบจึงไม่ยืดเยื้อ

          พ.ศ.นี้ บริเวณปราสาทตาเมือนธม ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ มีการจัดงาน "เยี่ยมเยือนตาเมือนเดือนเมษา" เหมือนเดิม มีชาวกัมพูชาเดินเท้าขึ้นเขากว่า 5 กิโลเมตรมาร่วมงานนับหมื่นคน

          กิจกรรมในงานก็มีพิธีรดน้ำขอพรจากผู้สูงอายุ การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน การประกวด "ธิดาตาเมือน" และการแข่งขันชกมวยไทย-กัมพูชา ถือว่าเป็นไฮไลท์ของงานสงกรานต์ข้างปราสาทหินโบราณ

          หลายปีที่ผ่านมา "กลุ่มปราสาทตาเมือน" เป็นจุดที่ชาวไทยและชาวกัมพูชาจะมาเยี่ยมเยียนเดือนเมษายนกันทุกปี จนเป็นประเพณีระหว่างประเทศ สื่อเทศเคยเขียนถึงงานสงกรานต์ที่กลุ่มปราสาทตาเมือนว่าเป็นดั่ง "สันติภาพบนความขัดแย้ง"

          บังเอิญว่างานเยี่ยมเยือนปราสาทตาเมือน ตรงกับงานสงกรานต์ของ "เนวิน" ที่ได้นางเอกหนังเอวีจากญี่ปุ่นมาโชว์เพลง และทางฝั่งกัมพูชาก็มีสงกรานต์ของ "ทักษิณ-ฮุน เซน" ที่เมืองเสียมราฐ จึงไม่มีสื่อสำนักใดให้ความสนใจงานประเพณีของพี่น้องสองชาติ

          หลายคนอาจรู้สึกประหลาดใจที่เห็นคนไทยกว่าสามหมื่นคนไปร้องรำทำเพลงอยู่บนดินแดนราชอาณาจักรกัมพูชา และผู้ที่ไม่ชื่นชอบอดีตนายกฯ ทักษิณ ย่อมส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง

          "ศึกบางระจัน จำให้มั่นพี่น้องชาติไทย เกียรติประวัติสร้างไว้แด่ชนชาติไทยรุ่นหลัง แม้ชีวิตยอมอุทิศคราชาติอับปาง เลือดไทยต้องมาไหลหลั่งทาทั่วพื้นแผ่นดินทอง

          "ไทยคงเป็นไทย มิใช่ชาติเป็นเชลย ไทยมิเคยถอยร่นชนชาติศัตรู บางระจันแม้สิ้นอาวุธจะสู้สองดาบฟาดฟันศัตรู สู้จนชีพตนมลาย..."

          เสียงเพลงบางระจันดังลั่นหน้าเวทีคอนเสิร์ตจากเสียมราฐ มันดังผ่านหน้าจอทีวีดาวเทียมไทยและเขมร คนชายแดนที่ได้รับชมรับฟังคงรู้สึกงงๆ

          เพราะเศษซากสงครามยังทิ้งร่องรอยให้เห็นหมาดใหม่ คาวเลือดเพิ่งจางกลิ่น โดยเฉพาะคนกัมพูชาคงมีคำถามว่า เหตุใดผู้มีอำนาจจึงลืมความเจ็บแค้นได้ง่ายดาย ทั้งที่ใช้มันปลุกเร้าประชาชนให้เข้าร่วมสงครามเมื่อปีกลาย

          สงครามกับสันติภาพ เป็นเอกภาพด้านตรงข้ามของความขัดแย้ง ในสงครามก็มีสันติภาพ ในสันติภาพก็มีสงคราม  

          เมื่อ 25 ปีที่แล้ว สงครามบ้านร่มเกล้า ทำให้เกิดการสูญเสียอย่างมากทั้งฝ่ายไทยและลาว และนับเป็นการสูญเสียชีวิตทหารมากที่สุดในการรบของกองทัพไทย

          ในที่สุดการรบก็จบลงบนโต๊ะเจรจา เมื่อฝ่ายไทยและลาว บรรลุข้อตกลงการหยุดยิง และให้ถอนกำลังของทั้งสองฝ่ายห่างออกจากกันเป็นระยะ 3 กิโลเมตร

          ดอกไม้สันติภาพเบ่งบานบนสมรภูมิเลือด ภาพการฟ้อนรำวงของแม่ทัพนายกองสองประเทศจึงเกิดขึ้น ท่ามกลางความปีติยินดีของคนชายแดนทั้งสองประเทศ

          จริงๆแล้ว คนชายแดนไทย-ลาว หรือคนชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่เคยคิดจะจับอาวุธมาห้ำหั่นกันเลยสักครั้ง

          มีแต่ผู้มีอำนาจที่ใช้ลัทธิชาตินิยม เป็นเครื่องมือปลุกระดมทำสงคราม มันเป็นอย่างนี้มาหลายชั่วอายุคนแล้ว

 

...............

(หมายเหตุ : โชคเคราะห์คนชายแดน : คอลัมน์มนุษย์สองหน้า : แคน สาริกา)