
'ข่าวดี'ที่ยังมาไม่ถึงของ'แม้ว'
จากเขมรถึงไทย 'ข่าวดี' ที่ยังมาไม่ถึงของ 'ทักษิณ' : คอลัมน์ขยายปมร้อน : อรรถภูมิ อองกุลนะ
ณ เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา อดีตนครอันเกียงไกร ที่ตั้งห่างจาก กทม. ไม่ถึง 500 กม. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้บอกอีกครั้งว่า “อยากกลับบ้าน”
โดยมีข้อแม้เป็นการกลับบ้านแบบ "เท่ๆ" ในฐานะ “ผู้ชนะ” และไร้ความผิดติดตัวเท่านั้น หลังหลบออกนอกประเทศไปชมโอลิมปิก เมื่อปี 2551 ก่อนระเหินเร่ร่อนใช้ชีวิตนอกแผ่นดินเกิด
ทั้งนี้แม้อาการอ้อนขอกลับบ้านผ่านการชุมนุมของคนเสื้อแดงของ พ.ต.ท.ทักษิณจะเกิดอย่างปกติประจำ ในเวทีการปราศรัยที่เขาได้มีโอกาสโฟนอินทุกครั้ง
หากแต่เหตุผลที่ยกมาประกอบครั้งนี้พิเศษกว่าที่ผ่านๆ มา เนื่องจากขณะนี้สังคมไทยกำลังอยู่ท่ามกลางบริบทกระแสแห่งการปรองดองและวาทกรรม “ปรองดองเพื่อเดินหน้า” ก็ถูกหยิบมาใช้กันอย่างเกลื่อนกลาด พร้อมๆ กับที่รูปธรรมทางกฎหมายแบบที่คนรัก พ.ต.ท.ทักษิณ มุ่งหวังเข้าใกล้ความจริงทุกที
บนหน้าฉากและเป็นกระแสคือบทสรุปจากกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ (กมธ.ปรองดอง) ที่เดินทางจวนถึงทำเนียบรัฐบาลและจะออกมาเป็นรูปธรรม ซึ่งคงหนีไม่พ้น "พ.ร.บ.ปรองดอง" หรือ "พ.ร.บ.นิรโทษกรรม"
หรือการผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เปิดช่องให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศขึ้นมาใหม่ ซึ่ง 2 ช่องทางนี้ต่างเป็นที่จับตา ไม่นับรวมถึงการเดิมเกมแบบลับๆ ที่ว่ากำลังต่อรองกันอยู่ทำนอง “รบไปเจรจาไป”
พร้อมๆ กับที่เวลาเดียวกันนี้องคาพยพแห่งอำนาจต่างถูก “กระชับ” ผนึกเป็นเนื้อเดียวกัน ทั้งนอกรัฐสภาในรูปแบบมวลชนคนเสื้อแดง หรือจำนวน ส.ส. 300 เสียงของรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”
อย่างไรก็ตามที่พิเศษสุดคงเป็นบางคำพูดแฝงกับคนเสื้อแดงที่กัมพูชา ค่ำวันที่ 14 เมษายน นั่นคือการกล่าวโยงไปถึงความสำคัญของปี 2555 ซึ่งเป็นปีครบรอบวันพระราชสมภพ 80 พรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และครบรอบ 60 พรรษาของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร จนอดคิดไปถึงประเด็นการพระราชทานอภัยโทษอีกครั้งไม่ได้
บริบททั้งหมด ต่างถูกประกอบเข้ากับ “ทุน” ก่อนหน้าซึ่งคือคะแนนนิยมจากผลการเลือกตั้งที่พรรคเพื่อไทยชนะอย่างถล่มทลาย พร้อมกับที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกตัวพร้อมพูดเป็นนัยว่า “ปีนี้อาจมีข่าวดี” สำหรับตัวเองก็เป็นได้
อย่างไรก็ตาม “ข่าวดี” แบบที่ว่า กับความเป็นจริงอาจเป็นคนละเรื่อง เพราะสำหรับฝ่ายตรงข้ามอันหมายถึง “อำนาจนอกระบบเลือกตั้ง” และเป็นยังคงเป็นคู่ตรงข้ามกลุ่มเดียวกับเมื่อครั้งปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ก็คงมิได้อยู่นิ่ง
อย่างน้อยๆ ในกระแสเหยียบประเทศลาว-กัมพูชา ช่วงสงกรานต์ ซึ่งมีบรรดา ส.ส.-รัฐมนตรีรายล้อมอวยพรอดีตผู้นำก็พบคำขู่ดำเนินการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จากพรรคประชาธิปัตย์คอยกวนใจ
มากกว่านั้นหากกระบวนการแก้ไขกฎหมายเพื่อล้างผิดให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ เกิดขึ้นจริง กระแสต่อต้านย่อมถูกจุดและโหมกระพือให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง
อย่าลืมว่ากระแสการแก้กฎหมายหรือเลือกปฏิบัติเพื่อคนเพียงคนเดียว โดยเฉพาะวาทกรรม “เพื่อทักษิณ” นั้นถูกจุดง่ายยิ่งกว่าอื่นใด ด้วยวิธีการเหล่านี้ล้วนแพร่พันธุ์ง่ายกับบรรดาชนชั้นกลางหรือบรรดากลุ่มคนที่ยังไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดแบบถาวร โดยคนกลุ่มนี้พร้อมจะสวิงเลือกข้างและแสดงออกไปมาได้ตลอดเวลาตามสถานการณ์ ขณะที่ผลพวงจากการปฏิวัติเองยังไม่ถูกกำจัดได้ด้วยเวลากว่า 9 เดือนของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยทั้งหมด
การกลับเข้าประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงไม่ง่ายเหมือนการพูดกับผู้สนับสนุน หรือสั่งการนักการเมืองในเครือข่ายเป็นแน่
กลิ่นอายของประเทศไทยแบบที่ พ.ต.ท.ทักษิณพูดเสมอว่าคิดถึง โดยเฉพาะรู้สึกเป็นพิเศษเมื่อโคจรอยู่ประเทศเพื่อนบ้านจึงอาจต้องรอต่อไป
ไม่ต่างอะไรกับ “ข่าวดี” แห่งความปรองดองที่ยังเดินทางมาไม่ถึงในเร็วๆ นี้เป็นแน่
........................
(หมายเหตุ : จากเขมรถึงไทย 'ข่าวดี' ที่ยังมาไม่ถึงของ 'ทักษิณ' : คอลัมน์ขยายปมร้อน : อรรถภูมิ อองกุลนะ)



