
อย่าให้ผู้บริสุทธิ์รับเคราะห์
อย่าให้ผู้บริสุทธิ์รับเคราะห์ : บทบรรณาธิการประจำวันที่11เม.ย.2555
พรรคเพื่อไทยออกมาแถลงข่าวท้าทายพรรคประชาธิปัตย์ให้นำภาพถ่ายที่ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พี่ชาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ออกมายืนยันกับสิ่งที่ได้พูดออกไป ว่ามีจริงหรือไม่ และประกาศว่าจะฟ้องทุกฝ่าย ถ้าหากเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง ภายหลัง พ.ต.ท.ทักษิณแถลงยืนยันว่า ไม่เคยไปพบปะเจรจากับแกนนำกลุ่มพูโล เพื่อให้หยุดการเคลื่อนไหวก่อเหตุร้ายในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ล่าสุดเหตุรุนแรงได้ลามมาถึง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อโรงแรมชื่อดังของเมืองนี้ถูกวางระเบิดจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บอีกจำนวนมาก
ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้รวมทั้งบางส่วนของ จ.สงขลานั้น เรื้อรังมานาน ที่ผ่านมาทางการได้ใช้การทหารนำการเมือง เพราะมองว่า สภาพที่เป็นอยู่นั้นเหตุที่เกิดไม่ต่างจากสงคราม ต่างกันเพียงแค่ว่า ฝ่ายตรงกันข้ามไม่ได้สวมชุดทหารเท่านั้น มาตรการต่างๆ ที่ออกมาจึงเน้นไปที่การป้องกันและการตรวจสอบที่ไม่ต่างกับการอยู่ในภาวะสงคราม โดยให้ปฏิบัติการรวมศูนย์ไปที่ กอ.รมน.และกองทัพภาคที่ 4 แต่ช่วงปลายรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกกฎหมายใหม่มาใช้เพื่อปรับการบริหารจัดการใหม่ให้การเมืองนำการทหาร ผ่านภาพรวมที่ดูแลโดยสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)
แนวทางของ สมช.ที่ได้ข้อสรุปออกมาแล้วนั้นไม่ได้ปิดกั้นการพูดคุย แต่ไม่ใช่การเจรจาแบบเป็นทางการ เป็นการพูดคุยอย่างทั่วถึงและระมัดระวังเนื่องจากกลุ่มผู้ก่อเหตุในพื้นที่นั้นมีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มพูโล ที่มีข่าวว่า แกนนำได้พบกับพ.ต.ท.ทักษิณ ช่วงก่อนเกิดเหตุระเบิดครั้งใหญ่ใน จ.ยะลา และ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา กับกลุ่มบีอาร์เอ็น ซึ่งทั้งสองกลุ่มมีเป้าหมายแยกดินแดนแล้วจัดตั้งเป็นสาธารณรัฐปัตตานี โดยอาจผนวกเอาบางส่วนของมาเลเซียเข้ามาด้วย
เหตุการณ์ระเบิดครั้งใหญ่และมุ่งไปที่ประชาชนคนทั่วไปซึ่งแตกต่างจากการก่อเหตุที่ผ่านมาทุกฝ่ายฟันธงตรงกันว่า ผู้ก่อเหตุมุ่งแสดงให้เห็นว่าศักยภาพของกลุ่มก่อเหตุ และทำลายความน่าเชื่อถือของอำนาจรัฐ ในขณะที่ฝ่ายความมั่นคง โดยเฉพาะ สมช.ระบุว่า ทุกครั้งที่เกิดการพูดคุยกับอีกฝ่ายก็จะเกิดเหตุรุนแรงเกิดขึ้นครั้งนี้ก็เช่นกัน ซึ่งการข่าวของหน่วยงานด้านความมั่นคงก็ระบุว่า เหตุที่ จ.ยะลา กับ อ.หาดใหญ่นั้น เป็นฝีมือของกลุ่มบีอาร์เอ็น
ถึงแม้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะยืนกรานว่าไม่ได้ไปเจรจากันกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง แต่ด้วยสิ่งบอกเหตุและการข่าวของหน่วยงานด้านความมั่นคงต่างก็ชี้ไปว่า มีใครสักคนที่สำคัญไปเจรจากับแกนนำกลุ่มก่อเหตุในพื้นที่ปลายด้ามขวาน จนทำให้อีกกลุ่มไม่พอใจแล้วเหตุร้ายก็เกิดขึ้น เช่นเดียวกับเมื่อหลายปีก่อนที่ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร ที่ออกมาแถลงเป็นเรื่องเป็นราวว่าได้เจรจากับโจรก่อการร้าย และสุดท้ายก็เกิดเหตุรุนแรง โดยที่ผลการเจรจาที่นำมาแถลงค่อยๆ เลือนหายไป ครั้งนี้ก็เช่นกัน แม้จะไม่มีใครยอมรับว่าได้ไปพูดคุยเจรจา แต่เหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นก็น่าจะเพียงพอที่จะเอาเป็นบทเรียนไปว่า หากไม่รอบคอบ ไม่รอบด้านแล้ว ผลลัพธ์อันเลวร้ายมันไปตกที่ประชาชนผู้บริสุทธิ์



