
365วันอันตราย
365วันอันตราย : บทบรรณาธิการประจำวันที่10เมษายน 2555
เมื่อช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2555 ที่ผ่านมา ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ได้สรุปสถิติอุบัติเหตุทางถนนในรอบ 7 วันระหว่างเทศกาล (วันที่ 29 ธันวาคม 2554-4 มกราคม 2555) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า 7 วันอันตรายเอาไว้ดังนี้ เกิดอุบัติเหตุรวม 3,093 ครั้ง ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2554 ที่มี 3,497 ครั้ง เท่ากับลดลง 404 ครั้ง หรือคิดเป็นร้อยละ 11.55 มีผู้เสียชีวิตรวม 335 คน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2554 ที่มีจำนวน 358 คน เท่ากับลดลง 23 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 6.42 ผู้บาดเจ็บรวม 3,375 คน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2554 จำนวน 3,750 คน เท่ากับลดลง 375 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 10 จากสถิติที่ยกมานี้ แม้จะสรุปได้ว่า ลดลงในทุกกรณี ซึ่งทั้งรัฐบาลและ ศปถ.เองอาจพึงพอใจว่า การรณรงค์และการบังคับใช้กฎหมายประสบผลสำเร็จ เช่นเดียวกับเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึงในไม่กี่วันข้างหน้านี้ ผลการตรวจนับก็อาจจะลดน้อยลงเพราะ ศปถ.และรัฐบาลย่อมต้องทุ่มเทสรรพกำลังลงไปทำงานเพื่อให้มุ่งหวังในเชิงสถิติ
แต่ในช่วงที่ไม่ได้อยู่ในเทศกาลปีใหม่หรือสงกรานต์ เราสังเกตได้ว่า คำว่า ศปถ.และ 7 วันอันตราย หรือการรณรงค์ต่างๆ นานา กลับหายเงียบไปราวกับว่า อุบัติเหตุร้ายแรงจะเกิดขึ้นได้ก็แต่เฉพาะในช่วงเทศกาลเท่านั้น ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว นอกเทศกาลอีก 351 วันนั้น บางช่วงหรือบางวันอาจมีสถิติอุบัติเหตุมากและรุนแรงกว่าช่วงเทศกาลเสียอีก ซึ่งถ้านับรวมกันทั้งปีและเปรียบเทียบกันปีต่อปีแล้ว สถิติอาจเพิ่มขึ้นทุกปีก็เป็นได้ ถึงแม้ว่าในช่วงเทศกาลประชาชนจะเดินทางและเฉลิมฉลองกันแทบทุกพื้นที่ ส่งผลให้ปัจจัยเสี่ยงเพิ่มขึ้นมาก แต่ก็ใช่ว่าในยามปกติ ปัจจัยเสี่ยงเหล่านั้นจะหมดไปก็หาไม่ อย่างเช่น พฤติกรรมการขับขี่อย่างไร้ระเบียบวินัย ขับรถขณะเมาสุรา เจ้าหน้าที่หย่อนยานในการบังคับใช้กฎหมาย สภาพถนนและเครื่องหมายการจราจรต่างๆ ไม่ดีพอหรือไม่อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ฯลฯ
จริงอยู่ การโหมประโคมกระแสพร้อมรณรงค์ลดอุบัติเหตุการจราจรในช่วงเทศกาลเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่องต่อไป หากแต่การดำเนินการเฉพาะช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งดังที่กล่าวมานั้น อาจกลายเป็นความสูญเปล่าไปก็ได้ ถ้าหากว่า รัฐบาลและ ศปถ.ไม่ได้ทำงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่ตลอดเวลา 365 วันใน 1 ปี ที่บางวันอาจเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงยิ่งกว่าช่วงเทศกาลเสียอีก โดยเฉพาะอุบัติเหตุที่มีสาเหตุมาจากเมาแล้วขับ แต่เมื่อไม่มีสัญญาณจากฝ่ายสั่งการหรือระดับนโยบายเสียแล้ว เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติก็ย่อมจะทำงานเพียงสนองนโยบายในช่วงสั้นๆ เท่านั้น โดยที่แม้พวกเขาเหล่านั้นจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เหน็ดเหนื่อยแสนสาหัสอดหลับอดนอน แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาก็คือตัวเลขสถิติที่แสดงถึงการทำงานอย่างไฟไหม้ฟางที่บางคนอาจตีราคาว่าเป็นผักชีโรยหน้าก็ได้
นอกจากการวางเป้าหมายบูรณาการทุกหน่วยงานเพื่อลดสถิติอุบัติเหตุในทุกๆ วันตลอดปี ให้เป็นนโยบายที่ยั่งยืนแล้ว สิ่งที่เชื่อว่าทุกคนอยากเห็นในลำดับต่อไปนับจากเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ก็คือ การรณรงค์สร้างวัฒนธรรมการขับขี่และวินัยจราจรอย่างเคร่งครัด การทำงานในเชิงรุกเพื่อบังคับใช้กฎหมาย และรณรงค์ป้องกันอุบัติเหตุการจราจรอย่างเข้มข้นต่อไป ไม่ใช่ว่าหมดเทศกาลแล้ว ด่านตรวจเมาแล้วขับก็หายไป ด่านตรวจใบขับขี่ หมวกนิรภัยก็ไม่มีให้เห็นอย่างเช่นที่ผ่านมา



