คอลัมนิสต์

สังคมตกผลึกปรองดองหรือยัง?

สังคมตกผลึกปรองดองหรือยัง?

09 เม.ย. 2555

สังคมตกผลึกปรองดองหรือยัง? : บทบรรณาธิการ นสพ. คม ชัด ลึก

          กรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางการปรองดองแห่งชาติ ที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นประธาน ได้นำเสนอรายงานผลวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า เพื่อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งผ่านการถกเถียงของรัฐสภาและมีมติไปแล้วให้ส่งเรื่องดังกล่าวต่อรัฐบาลเพื่อพิจารณาดำเนินการในขั้นต่อไป โดยมีการจับตามองว่าแนวทางปรองดองนั้นจะสามารถลดความขัดแย้งได้จริงหรืออย่างไร หรือจะกลายเป็นการจุดชนวนความขัดแย้งรอบใหม่ให้เกิดขึ้นกันแน่ เพราะคำถามที่เกิดขึ้นมากมายยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน และกลุ่มต่างขั้วสีก็มีธงของแต่ละฝ่าย ทำให้เกิดกระแสวิจารณ์จากหลายฝ่ายว่าเอาเข้าจริงแล้วปรองดองคงเกิดขึ้นได้ยาก ถึงขนาดฟันธงว่าจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อคนเจนเนอเรชั่นนี้หรือคนรุ่นปัจจุบัน ต้องตายไปหมดเสียก่อน

          สิ่งที่เป็นข้อกังวลในการพยายามทำให้เกิดความปรองดอง คือ การนำผลวิจัยของสถาบันพระปกเกล้ามาใช้เป็นหลักการ และต่อยอดด้วยการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ที่ถึงแม้จะระบุว่าเป็นการนิรโทษให้แก่ทุกฝ่ายทุกคน และยังขยายผลไปกระทบถึงคดีความที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ หรือ คตส. ซึ่งตั้งขึ้นมาในอดีต จนมีเสียงสะท้อนว่าเป็นการเหมาเข่งเพื่อช่วยเหลือใครคนใดคนหนึ่งหรือไม่ โดยเฉพาะท่าทีจริงจังของพรรคเพื่อไทยที่มีข่าวออกมาว่าจะผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเข้าสู่สภาในเดือนกันยายนนี้ โดยมีกระแสเสียงทั้งสนับสนุนและต่อต้านขึ้นมาอย่างหลีกไม่พ้น เพราะความขัดแย้งทางการเมืองสะสมมาหลายปี การจะยอมรับเป็นเรื่องที่กระทำได้ยาก และอาจกลายเป็นการโหมให้ปัญหาลุกลามขึ้นมารอบใหม่

          นายกรัฐมนตรีได้แสดงท่าทีถึงเรื่องที่สภามีมติรับรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางการปรองดองแห่งชาติว่าในส่วนของสภาก็ถือเป็นข้อเสนอซึ่งรัฐบาลคงไม่รับทั้งหมด พร้อมกับให้ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานและติดตามผลการดำเนินการตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ หรือ ปคอป. นำเรื่องไปศึกษารายละเอียด โดยส่วนไหนที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องทำงานต่อไป และนำเสนอคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง พร้อมย้ำว่าต้องเน้นประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก อย่ามองเรื่องปลายทางในการออกกฎหมายเท่านั้น ให้ดูวัตถุประสงค์ที่จะให้ประเทศเดินไปข้างหน้าและก้าวไปสู่ความปรองดองจะหาทางออกร่วมกันอย่างไร

          การขับเคลื่อนสู่ปรองดอง ได้เห็นภาพของการเคลื่อนไหวทั้งจากกลุ่มหลากสี นักการเมืองผ่านรัฐสภา มีการวาดผังเส้นทางที่จะให้ไปสู่จุดหมาย แต่ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีประโยชน์แอบแฝง ย่อมเป็นเรื่องลำบากที่จะให้ทุกฝ่ายยอมรับ และอาจเป็นจุดพลิกให้สถานการณ์กลับมารุนแรงขึ้นได้ ดังนั้นฝ่ายบริหาร และฝ่ายการเมือง ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ที่สำคัญต้องรับฟังจากประชาชนทุกส่วนด้วยว่าสังคมนั้นได้ตกผลึกเรื่องนี้ไปในทิศทางใด จึงน่าจะเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องหาวิธีการให้ได้รับรู้ว่าประชาชนต้องการอย่างไร เพราะปรองดองก็เป็นเรื่องของคนทั้งประเทศเช่นกัน ไม่ได้ถูกขีดวงไว้แค่ใครหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ถ้าสังคมส่วนรวมตกผลึกและยอมรับกติกาหรือวิธีการที่เดินไปสู่ความปรองดอง นั่นคือประชามติของคนในชาติ

 

.....................

(หมายเหตุ : สังคมตกผลึกปรองดองหรือยัง? : บทบรรณาธิการ นสพ. คม ชัด ลึก)