
พม่ากับความปรองดอง
พม่ากับความปรองดอง : บทบรรณาธิการประจำวันที่7เม.ย.2555
แม้จะแง้มประตูประเทศได้ไม่นานเพื่อให้โลกภายนอกได้สัมผัสพม่าอย่างเปิดเผยเป็นครั้งแรกหลังจากปิดประตูประเทศมากว่า 40 ปี รัฐบาลประธานาธิบดีเต็ง เส่งก็กำลังสอนมวยนักการเมืองไทยให้รู้จักคำว่าประชาธิปไตยและความปรองดองแห่งชาติที่แท้จริงว่าเป็นเช่นใด ใช่ประเภทพวกมากลากไปหรือมุ่งเอาชนะคะคานถ่ายเดียวแบบที่กำลังเกิดขึ้นรัฐสภาไทยหรือไม่
แม้จะเคยเป็นรัฐบาลเผด็จการทหารมานาน ก่อนจะถอดเครื่องแบบทหารมาสวมโสร่งจัดตั้งรัฐบาลพลเรือนขึ้นมาครั้งแรกเมื่อต้นปีที่แล้ว แต่ประธานาธิบดีเต็ง เส่งก็กล้าวางเดิมพันครั้งใหญ่ด้วยการไม่เข้าไปแทรกแซงการเลือกตั้งซ่อมใน 45 เขตเมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา ถือเป็นการยอมถอยเพื่อชาติก้าวแรก ปล่อยให้พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ภายใต้การนำของสตรีเหล็กออง ซาน ซู จี ได้ที่นั่งอย่างน้อย 40 ที่นั่งจากที่ส่งสมัคร 44 เขต
การสมัครใจถอยหนึ่งก้าวของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ด้วยการปล่อยให้การเลือกตั้งซ่อมดำเนินไปอย่างเสรีและบริสุทธิ์ ยุติธรรม ทำให้ทั้งรัฐบาล พรรคเอ็นแอลดีและประชาชนชาวพม่าต่างมีแต่ได้กับได้ แต่ที่ได้มากกว่าใครก็คือประเทศชาติที่กำลังจะก้าวไปสู่ยุคใหม่ที่ท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ในส่วนของรัฐบาลได้ในแง่ที่แสดงให้ตะวันตกเห็นว่าพร้อมจะเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตยอย่างจริงจังและจริงใจทำให้นานาประเทศโดยเฉพาะกลุ่มอาเซียนช่วยกันเรียกร้องให้ประเทศตะวันตกยุติการคว่ำบาตรพม่าทันทีเพื่อเปิดโอกาสให้พม่าได้ปฏิรูปการเมืองตามที่เคยให้สัญญาไว้
ขณะที่พรรคเอ็นแอลดีก็ได้ในแง่ที่ว่ามีโอกาสก้าวเข้ามาเล่นการเมืองในระบบเป็นครั้งแรก แม้จะเป็นเสียงข้างน้อยในรัฐสภา แต่ก็เป็นโอกาสดีที่จะกรุยทางสู่ชัยชนะในช่วงที่มีการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2558 ระหว่างนี้ พรรคเอ็นแอลดีก็มีโอกาสเก็บคะแนนนิยมหากสามารถสร้างผลงานให้ประชาชนเห็น โดยเฉพาะในพันธสัญญาสำคัญ 3 ประการคือฟื้นฟูหลักนิติรัฐ แก้ไขรัฐธรรมนูญและสร้างความปรองดอง
เหนืออื่นใด ทั้งประชาชนและประเทศพม่าต่างได้ประโยชน์มากที่สุด ทั้งในเรื่องของเสรีภาพทางการเมืองที่เปิดกว้างมากขึ้น โอกาสการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดด การมีเสถียรภาพและความมั่นคงมากขึ้นหลังจากชนกลุ่มน้อยยอมทำสัญญาหยุดยิง
นี่คือกระบวนการสร้างความปรองดองในพม่า ซึ่งต้องอาศัยความจริงใจของทุกฝ่ายว่าพร้อมจะเสียสละผลประโยชน์ส่วนน้อยเพื่อผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่นั่นก็คือความมั่นคงสงบสุขและความมั่งคั่งของประเทศ และนับแต่นี้ไปทั้งประธานาธิบดีเต็ง เส่งและนางซูจี ผู้นำฝ่ายค้านต่างต้องร่วมมือกันผลักดันให้พม่าก้าวรุดไปข้างหน้าภายใต้นโยบายความปรองดองแห่งชาติที่แท้จริง



