คอลัมนิสต์

แทรกแซงสื่อ ?

แทรกแซงสื่อ ?

06 เม.ย. 2555

แทรกแซงสื่อ ? : บทบรรณาธิการประจำวันที่6เม.ย.2555

             อาจดูเหมือนเป็นปรากฏการณ์ปกติของทุกรัฐบาล ที่จะใช้อำนาจไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในการปิดกั้น หรือแทรกแซงสื่อที่เป็นปฏิปักษ์ หรือมิฉะนั้นก็ใช้อำนาจบวกกับผลประโยชน์ แทรกซื้อสื่อ เพื่อให้สามารถกำกับดูแลได้ รูปแบบการแทรกแซง และแทรกซื้อได้พัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง จากยุคที่ผู้มีอำนาจใช้อิทธิพลผ่านทุนโทรคมนาคม สนับสนุนการดำเนินงานของสื่อที่เป็นองค์กรธุรกิจ ผ่านงบประมาณโฆษณาประชาสัมพันธ์หน่วยงานของรัฐ จนถึงวันนี้ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ร่วม ที่องค์กรสื่อบางองค์กรไม่ได้ตะขิดตะขวงใจอีกแล้ว ตรงกันข้ามกลับยอมให้พื้นที่สาธารณะกลายเป็นพื้นที่โฆษณาชวนเชื่อ หรือบิดเบือนข้อเท็จจริง ฉะนั้นเมื่อมีการแทรกแซงสื่อเกิดขึ้น พลังอำนาจในการต่อต้านความเลวร้ายเหล่านี้จึงแผ่วเบายิ่ง
 
             กล่าวเฉพาะสื่อรัฐ ที่ยังไม่สามารถสลัดภาพความเป็นสื่อของรัฐบาลไปได้ ถึงแม้ว่าจะปรากฏในรูปของบริษัทมหาชน ซึ่งน่าจะเป็นอิสระจากรัฐบาล แต่คนของรัฐบาลก็ยังเข้าไปมีบทบาทตัวแทนในการบงการ กำกับทิศทางการทำงาน ยกเว้นที่ยังอาจวางใจได้บ้างในขณะนี้ คือองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส ซึ่งมีรากงอกมาจากแนวคิดทีวีเสรี แน่นอนว่าเราไม่อาจปฏิเสธทั้งรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ และรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่ใช้สื่อของรัฐเป็นเครื่องมือของรัฐบาล ทั้งในการสร้างภาพลักษณ์ และปิดกั้นฝ่ายตรงข้ามไม่ให้มีที่ทางในพื้นที่สื่อรัฐ ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่เกิดกรณีแบนงานพรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้งกรณีนักข่าวช่อง 7 สี
 
             จะเรียกว่าแทรกแซงสื่อ หรือเป็นวิธีการปกติที่นักการเมืองต้องทำ เมื่อมีอำนาจก็ได้ หลังจากที่เทปรายการ ”จับมือรวมพลังออกแบบประเทศไทย” ของประชาธิปัตย์ถูกยกเลิก ไม่ได้ออกรายการทางช่อง 9 อสมท โดยข้ออ้างที่สับสนปนเปว่า พรรคประชาธิปัตย์ส่งเทปล่าช้า อีกทั้งมีเนื้อหาโจมตีรัฐบาล เรื่องแบบนี้ไม่ต้องอธิบายเหตุผลแท้จริงก็เข้าใจได้ และประชาธิปัตย์ก็ต้องไปเลือกใช้บริการบลูสกาย ที่สามารถกำกับควบคุมได้ อีกกรณีคือการบล็อกไม่ให้สมจิตต์ นวเครือสุนทร นักข่าวช่อง 7 สี ในฐานะตัวแทนนักข่าวประเทศไทย ทีวีพูล ไปทำข่าวการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศอาเซียนที่กัมพูชา
 
             สมจิตต์ นวเครือสุนทร เจ้าของคำถามที่เสียดแทงใจดำ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และอีกหลายคนในรัฐบาลถูกสั่งระงับการเดินทางไปทำงานในกัมพูชา ด้วยเหตุผลที่สถานทูตไทยในกัมพูชาอ้างว่าลงทะเบียนออนไลน์ไม่ผ่าน และไม่มีวิถีทางอื่นใดอีกแล้วที่รัฐบาลจะช่วยให้สมจิตต์ นวเครือสุนทร ไปทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนนักข่าวประเทศไทย ทีวีพูล การคุกคามผ่านตัวแทน ด้วยวาทกรรมมาพูดจากันดีๆ กรณีกนก รัตน์วงศ์สกุล คำสั่งที่ไม่เป็นทางการให้ทีวีบางช่องงดการเสนอข่าวราคาสินค้าแพง ปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่ต้องตีความก็บอกได้ว่า เป็นการแทรกแซง และคุกคามสื่อ
 
             บริบททางสังคมเปลี่ยนไป พรรคการเมือง นักการเมือง กลุ่มอำนาจและผลประโยชน์ต่างมีช่องทางสื่อของตัวเอง ไม่มีใครมีอำนาจมากพอที่จะปิดกั้นสื่ออีกแล้ว ประชาชนผู้บริโภคก็มีช่องทางในการเลือกรับสื่อที่หลากหลายมากขึ้น เรื่องช่องทางในการสื่อสารจึงไม่ใช่ประเด็น แต่กรณีการปิดกั้น หรือคุกคามสื่อ ที่เป็นอิสระ และทำหน้าที่ทางวิชาชีพอย่างตรงไปตรงมา เป็นเรื่องที่นิ่งเฉยไม่ได้ เพราะเสรีภาพสื่อก็คือเสรีภาพของประชาชน และองค์กรวิชาชีพสื่อ สื่อที่เป็นอิสระ จะต้องยืนยันหลักการและต่อสู้ในเรื่องนี้จนถึงที่สุด