คอลัมนิสต์

เรื่องเล่าของ'ศิษย์เก่าบีอาร์เอ็น'

เรื่องเล่าของ'ศิษย์เก่าบีอาร์เอ็น'

04 เม.ย. 2555

เรื่องเล่าของ'ศิษย์เก่าบีอาร์เอ็น': มนุษย์สองหน้า โดย แคน สาริกา

           อ่านข่าวเหตุระเบิดหาดใหญ่ที่กลายเป็นประเด็นการเมืองเรื่องสองขั้วแล้ว ก็นึกปลงประเทศไทย และเชื่อว่าจะเป็นอย่างนี้ไปอีกนานหลายปี
 
             มีเรื่องหนึ่งที่อยากเล่า หลังจากได้ฟังคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่บอกว่ากลุ่มก่อเหตุบอมบ์โรงแรมกลางเมืองหาดใหญ่คือสมาชิกขบวนการ "บีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนต"
 
             "พวกนี้เป็นขบวนการแบ่งแยกดินแดนเดิม บีอาร์เอ็นเดิม และแยกออกมาเป็นบีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนต คนพวกนี้เป็นลูกหลานของคนสมัยก่อนทั้งสิ้น"
 
             ในวันเดียวกัน พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ก็ระบุชัดว่า "เป็นสายเหยี่ยวอยู่ในบีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนต ที่ไม่เห็นด้วยกับแกนนำกลุ่มบีอาร์เอ็นกลุ่มเก่าที่เข้าเจรจากับคนของ ศอ.บต.ที่ส่งไปคุย"
 
             "บีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนต" มาจากไหน? ผมมีเรื่องเล่าจากปากคำของมิตรสหายที่เคยร่วมอุดมการณ์สร้างรัฐปัตตานีใหม่
 
             30 กว่าปีก่อน หลังจาก "อุสตาสอับดุลการิม" สิ้นศรัทธาต่อการต่อสู้ "กู้ชาติเพื่อเจ้า" จึงหันหลังให้ "บีเอ็นพีพี" ขบวนการปลดแอกปัตตานี ที่นำโดยสุลต่านองค์สุดท้ายของรัฐปัตตานี มาจัดตั้งขบวนการใหม่ชื่อ "บีอาร์เอ็น" ดำเนินแนวทางสังคมนิยมอิสลาม
 
             บีอาร์เอ็น เป็นขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่มีการจัดตั้งที่ดีที่สุด เพราะอุสตาสอับดุลการิมลอกแบบมาจากโครงสร้างพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา มีแก้วสามประการคือ สภาองค์การนำ กองกำลังอาวุธ และแนวร่วม
 
             เวลานั้น บีอาร์เอ็นยังเปิดแนวรบในเมือง โดยมีคนของบีอาร์เอ็นเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งของรัฐไทย จึงแบ่งการนำออกเป็น 2 ส่วนโดยปริยายคือ กลุ่มปัญญาชนในเมือง กับกลุ่มติดอาวุธในป่า
 
             เมื่ออุสตาสอับดุลการิมเกิดศรัทธา "ปฏิวัติอิสลาม" ของอิหร่าน จึงทิ้งบีอาร์เอ็นไปนับถือนิกายชีอะต์ บีอาร์เอ็นที่เหลืออยู่ 2 กลุ่มจึงแยกทางกันเดิน โดยฝ่ายคุมกำลังในป่าเรียกว่า "บีอาร์เอ็นคองเกรส"
 
             ส่วนฝ่ายในเมืองก็เป็น "บีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนต" ที่ปรับรูปขบวนใหม่ ใช้กลยุทธ์อำพรางแก่นแกน ซุ่มซ่อนยาวนาน
 
             เมื่อแนวร่วมบีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนตยอมรับแนวทางการเมืองนำการทหาร หรือคำสั่ง 66/2523 จึงเกิดการทำงานร่วมกันของอดีตสมาชิกบีอาร์เอ็นกับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในโครงการฮารับปันบารู
 
             ฝ่ายสมาชิกบีอาร์เอ็นคองเกรสทนต่อการปิดล้อมของกองทัพภาคที่ 4 ไม่ไหว จึงทยอยออกมอบตัว และแกนนำส่วนใหญ่ได้หลบเข้าไปอาศัยอยู่ในมาเลย์ ซึ่งปัจจุบันพวกเขาคือเจ้าของร้านต้มยำกุ้ง ที่มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงไทยแวะเวียนไปเยี่ยมอยู่บ่อยๆ 
 
             แกนนำบีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนตมีความพยายามก่อรูปขบวนใหม่ ด้วยการดึงอดีตสมาชิกบีอาร์เอ็น และคนรุ่นใหม่มาประกอบเป็นกำลังติดอาวุธในเมือง 
 
             มิทันที่ขบวนการใหม่จะขยายแนวคิด "ความศักดิ์สิทธิ์ของดินแดนรัฐอิสลามปาตานี" ได้อย่างลงลึก ฝ่ายติดอาวุธก็ก่อการบุกปล้นปืน และสถานการณ์ 3 จังหวัดภาคใต้ก็รุนแรงและเรื้อรังมาจนถึงปัจจุบัน
 
             นักรบรุ่นใหม่เติบโตและจบการศึกษาจากเมืองใหญ่ จึงเรียนรู้ทฤษฎีการต่อสู้ในเมืองได้อย่างรวดเร็ว และไม่ยอมรับความคิดคนรุ่นเก่า
 
             จากวันที่เริ่มต้นจาก "สู้เพื่อเจ้า" มาถึงยุคการตีความประวัติศาสตร์ "ปาตานีคือรัฐอิสลาม" และทำสงคราม "จรยุทธ์ในเมือง" สถานการณ์เปลี่ยนไปจากเดิมมาก
 
             ยิ่งรัฐไทยไร้เอกภาพ และติดกับดักการเมืองเลือกขั้ว ก็ยิ่งทำให้ "ไฟใต้" ไหม้ลามไม่เลิกรา