
น้ำเลี้ยงโจรใต้
น้ำเลี้ยงโจรใต้ : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2555
เหตุคาร์บอมบ์ 2 แห่งที่โรงแรมลีการ์เดนส์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และบริเวณถนนรวมมิตร อ.เมือง จ.ยะลา เมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 13 ราย บาดเจ็บหลายร้อยคน ถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์รุนแรงมากที่สุดครั้งหนึ่ง เช่นเดียวกับความเสียหายที่กำลังจะเกิดตามมา ถ้าหากไม่นับรวมจำนวนผู้เสียชีวิตแล้ว ระเบิดครั้งนี้ ทุกฝ่ายควรจะต้องยอมความจริงว่า ขบวนการโจรก่อการร้ายในภาคใต้ได้ยกระดับการก่อการร้ายขึ้นอีกระดับหนึ่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นศักยภาพที่อาจเชื่อมโยงกับขบวนการภายนอกไม่เพียงเฉพาะกลุ่มโจรใต้เท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งขบวนการค้าเสพติด กับกลุ่มก่อการร้ายอื่นที่แอบให้การสนับสนุนอาวุธ เงินทุนและการฝึกฝนเพื่อให้ปฏิบัติการสัมฤทธิผลและสร้างความสูญเสียครั้งใหญ่
การก่อเหตุร้ายที่ใหญ่โตได้ขนาดนี้ ยอมมีเหตุผลเชิงประจักษ์อยู่ในตัวเหตุการณ์เองว่า จะต้องมีเงินทุนหนุนหลังขบวนการโจรก่อการร้ายจำนวนมหาศาล อาจอยู่ที่หลักพันล้านบาทหรือมากกว่านั้นเลยทีเดียว อย่างที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ส่วนหน้าก็ยอมรับในทำนองเดียวกันว่าขบวนการโจรก่อการร้ายปฏิบัติการณ์ "เอาคืน" เจ้าหน้าที่รัฐ ที่ดำเนินมาตรการกดดันกวาดล้างขบวนการค้าเสพติดในช่วงที่ผ่านมาอย่างหนัก ซึ่งถือเป็นมาตรการเชิงรุกอีกทางหนึ่ง นอกเหนือจากความพยายามใช้แนวทาง "การเมือง" เพื่อยุติสงคราม และแนวคิดแบ่งแยกดินแดนรัฐปัตตานีให้สำเร็จ แม้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกยาวนาน เงินทุนมหาศาล และความเข้าใจในเชิงโครงสร้างและประวัติศาสตร์ด้านชาติพันธุ์ แต่ก็ยังถือว่า เริ่มมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์บ้างแล้ว
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมานั้น ขบวนการโจรก่อการร้ายได้พยายามยกระดับความรุนแรงมาแล้วหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบวางระเบิดสนามบินหาดใหญ่ ลอบวางระเบิดในคอฟฟี่ช็อปโรงแรม แต่ไม่ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้มากนัก อาจเป็นเพราะการข่าว และมาตรการรับมือของฝ่ายรัฐยังเหนียวแน่นไม่เปิดช่องให้ลงมือได้สะดวกหรืออาจเป็นเพราะศักยภาพของกลุ่มก่อการร้ายเองหรือทั้งสองเงื่อนไขผสมปนเปกันอยู่ก็ได้ ต่างกับครั้งล่าสุดนี้ที่สะท้อนว่านอกจากการข่าวของภาครัฐ และมาตรการป้องกันหละหลวมมากแล้ว เงินทุนสนับสนุนน่าจะมาจากเครือข่ายที่ใหญ่โตไม่ใช่น้อย ความพยายามใช้มาตรการเชิงรุกเพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดจึงเป็นหนึ่งในกระบวนการแก้ไขปัญหาที่ต้องดำเนินควบคู่กันไปอีกหลายเรื่องด้วยกัน
ทั้งนี้ เมื่อรัฐสามารถปรับโฟกัสปัญหาไปที่ขบวนการค้ายาเสพติดได้แล้ว ย่อมพอเชื่อได้ว่า การดำเนินงานตามแผนจะไม่สะเปะสะปะ ขณะเดียวกัน การใช้มาตรการทางการเมืองเพื่อคลี่คลายความรุนแรงก็ยังมีความจำเป็นอยู่ไม่ใช่น้อย นั่นย่อมหมายความว่า ระหว่างทางของความพยายามดับไฟ รัฐจะต้องไม่ทำให้เกิดเงื่อนไขต่างๆ ที่ก่อให้เกิดแนวร่วมขึ้นมาอีก เช่น การปราบปรามที่จะต้องไม่เลือกเดินแนวทางของสายเหยี่ยวด้านเดียว ทุกๆ กรณีรัฐจะต้องอิงกระบวนการยุติธรรมอยู่ตลอดเวลา และมาตรการเยียวยาก็ต้องเป็นธรรมและทั่วถึงทุกๆ ชีวิต ขณะที่การพบปะพูดคุยทางลับกับแกนนำกลุ่มก่อการร้ายก็ยังมีความจำเป็นต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง เมื่อรัฐสามารถบูรณาการทุกฝ่ายให้เดินหน้าแก้ไขปัญหาไปพร้อมกันได้แล้ว ย่อมเป็นหลักประกันว่า รัฐปัตตานีจะไม่เกิดขึ้นจริงๆ



